ทวงคืน ‘สข.’ - ดัน ‘เลือกตั้งผู้บริหารเขต’ : คืน ‘เส้นเลือดฝอย’ ทางการเมืองให้คนกรุงเทพฯ
ท่ามกลางบรรยากาศการนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ เราได้เห็นบรรดาผู้สมัครทยอยเดินสายปิดป้ายหาเสียงกันทั่วเมือง ทุกคนต่างลุ้นผลว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ และพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดจะได้ครองพื้นที่ในสภาฯ กทม.มากกว่ากัน
.
อย่างไรก็ดีท่ามกลางบรรยากาศคึกคักเช่นนี้ยังมีความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เราอาจลืมเลือนไป นั่นคือครั้งหนึ่งเราเคยมี “สมาชิกสภาเขต” (สข.) มีหน้าที่หลักในการเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการเขต และเป็นเหมือนตัวแทนชุมชนเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชน ในเขตพื้นที่นั้น ๆ แต่ สข. ถูกริบอำนาจไปโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 86/2557 และถูกตอกฝาโลงซ้ำด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2562 โครงสร้างการเมืองระดับท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดกลับถูกแช่แข็งจนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่คนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนแทบจะไร้ปากเสียงในการกำหนดอนาคตและการใช้งบประมาณในบ้านของตัวเอง
.
หากพิจารณาถึงความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน โครงสร้างปัจจุบันที่กำหนดให้มี สก. เพียงเขตละ 1 คนถือเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินไปสำหรับความจริงในพื้นที่ เพราะเขตขนาดใหญ่หลายเขตมีประชากรหนาแน่นหลักแสนคน ลำพัง สก. เพียงคนเดียวต่อให้ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมงก็ยากที่จะตรวจตราฝาท่อระบายน้ำ ไฟส่องสว่าง หรือปัญหาความเดือดร้อนในตรอกซอกซอยได้อย่างทั่วถึง ต่างจากการมี สข. ซึ่งในอดีตมีเขตละอย่างน้อย 7 คนตามสัดส่วนประชากร
.
สข. คือคนในพื้นที่ที่เดินอยู่ในซอยเดียวกับเรา รับรู้ปัญหาน้ำท่วมขังทันทีที่ฝนตก แม้ในปัจจุบัน กทม. จะพยายามอุดช่องว่างด้วยการใช้ระบบเทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue หรือพึ่งพากลไกคณะกรรมการชุมชนในการแจ้งเหตุแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าช่องทางการผลักดันปัญหาเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบโดยตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชนในระดับเส้นเลือดฝอยนั้นขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย
.
นอกจากนี้การหายไปของ สข. ยังส่งผลต่อมิติการมีส่วนร่วมในงบประมาณระดับพื้นที่ แม้ในท้ายที่สุดอำนาจการอนุมัติและตัดลดงบประมาณประจำปีของสำนักงานเขตจะเป็นหน้าที่เด็ดขาดของ สก. ในสภา กทม. แต่ในอดีต สข. คือผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมเสนอแนะและสะท้อนความต้องการขั้นต้นว่าเงินภาษีของคนในพื้นที่ควรถูกนำไปใช้ปะผุตรงไหน ซอยไหนต้องการลานกีฬา หรือชุมชนใดต้องการกล้องวงจรปิด แต่เมื่อไม่มี สข. คอยประเมินร่วมกับชุมชน การจัดทำคำของบประมาณจึงมักริเริ่มจากมุมมองของฝั่งข้าราชการประจำในสำนักงานเขตเป็นหลัก แผนพัฒนาเขตหลายอย่างจึงกลายเป็นโครงการสูตรสำเร็จรูปที่เป็น “เสื้อโหล” เหมือนกันไปหมดทุกเขตแต่กลับไม่ตอบโจทย์บริบทที่แตกต่างกันของคนในพื้นที่จริง การทวงคืน สข. จึงเป็นวาระสำคัญในการกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกำหนดทิศทางงบประมาณตั้งแต่ต้นน้ำ
.
ยิ่งไปกว่านั้นวาระสำคัญทางการเมืองที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการทวงคืน สข. คือการผลักดันเชิงนโยบายให้ “ผู้อำนวยการเขต” มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพื่อปลดล็อกระบบราชการรวมศูนย์ เนื่องจากปัจจุบันผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตมีสถานะเป็นข้าราชการประจำสายงานอำนวยการระดับสูงที่ไต่เต้าและแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง โครงสร้างนี้ทำให้ ผอ.เขต ต้องบริหารงานภายใต้สายบังคับบัญชาที่ต้องตอบสนองแนวนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. ปลัด กทม. หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษในตำแหน่งหน้าที่
.
อีกทั้งการหมุนเวียนโยกย้ายข้าราชการประจำบ่อยครั้ง ยังอาจทำให้โครงการพัฒนาในพื้นที่ขาดความต่อเนื่อง การเปลี่ยนให้ผู้บริหารระดับเขตมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นข้อเสนอที่จะเปลี่ยนโจทย์การทำงานของสำนักงานเขต จากเดิมที่เน้นทำตามคำสั่งและระเบียบจากศาลาว่าการ กทม. มาเป็นการแข่งขันกันออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงใจประชาชนผู้ลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งมากที่สุด
.
อย่างไรก็ดีโจทย์การทวงคืน สข. และการขับเคลื่อนให้เกิดการเลือกตั้งผู้บริหารเขตไม่ใช่วาระที่จะสำเร็จลงได้เพียงแค่การออกข้อบัญญัติที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพราะโครงสร้างทั้งหมดถูกผูกไว้กับกฎหมายแม่บทในระดับรัฐสภา การยกร่างและแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฉบับใหม่เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการรื้อถอนข้อจำกัดเดิมที่แช่แข็ง สข. เอาไว้ และเปิดทางให้เกิดการออกแบบโครงสร้างผู้บริหารเขตในอนาคต สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดมีกระบวนการเสนอเป็นร่าง พรบ. ดังกล่าว โดยคุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กับคณะ และผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นเสร็จไปเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา หวังว่าจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาเร็วๆ นี้
.
สุดท้ายนี้วาระของการคืนสิทธิเลือก สข. ให้คนกรุงเทพ และการปฏิรูปที่มาของผู้บริหารเขตยิ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการจัดการเมืองหลวงแยกไม่ออกจากการเมืองระดับชาติ ตราบใดที่กฎหมายแม่บทยังไม่ถูกแก้ไขโดยฝ่ายนิติบัญญัติ วาระการจัดการเมืองระดับเส้นเลือดฝอยของคนกรุงเทพฯ ก็จะยังคงติดเพดานเชิงโครงสร้าง การส่งเสียงและร่วมกันขับเคลื่อนวาระนี้ในทุกพื้นที่ทางการเมืองจึงนับเป็นการคืนสิทธิ์และคืนอำนาจในการออกแบบชีวิตประจำวันให้แก่คนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น