เวทีสัมมนาสะท้อนปัญหา “ฟ้องปิดปาก” (SLAPPs) กระบวนการยุติธรรมไทยยอมรับปัญหามีอยู่จริง เตรียมออกไกด์ไลน์สำหรับผู้พิพากษาสัปดาห์หน้า

 

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 - 15.30 น. ในงานสัมมนาหัวข้อ “Anti-SLAPPs: ยุติธรรมที่หล่นหาย หยุดใช้กฎหมายปิดปาก” ได้มีการจัดเสวนาในประเด็น “กระบวนการยุติธรรมทางออกเพื่อหยุดการฟ้องปิดปาก?” โดยมีตัวแทนจากศาล อัยการ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมร่วมกันสะท้อนมุมมอง ปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขทางกฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนจากการถูกฟ้องร้องที่ไม่สุจริต ดำเนินรายการโดยสัณหวรรณ ศรีสด อนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ
.
วรมน รามางกูร ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ชี้แจงว่าศาลยุติธรรมไม่ได้ต้องการตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากประชาชน แท้จริงแล้วบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 นั้นเกิดขึ้นจากการที่ศาลเป็นผู้เสนอให้แก้ไขเองตั้งแต่ยุคคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ สำนักงานศาลยังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาและแนวปฏิบัติเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งพบว่ามีการหยิบยกมาตรานี้มาใช้สู้คดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะยังไม่มากเท่าที่ศาลอยากเห็นก็ตาม
.
ในส่วนของแนวปฏิบัติปัจจุบัน ศาลมีการตีความพฤติการณ์ "การฟ้องที่ไม่สุจริต" ในหลายรูปแบบ อาทิ การฟ้องกลั่นแกล้งในพื้นที่ห่างไกล ที่โจทก์เลือกฟ้องในศาลที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของจำเลยเพื่อสร้างภาระในการเดินทาง ซึ่งศาลจะใช้อำนาจเรียกผู้ฟ้องมาซักถามสาเหตุ หากไม่สมเหตุสมผลก็จะยกฟ้องทันที หรือคดีที่โจทก์นำมูลหนี้ทางแพ่งมาฟ้องเป็นคดีอาญาต่อลูกหนี้ที่ไม่มีเงินชำระหนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ตลอดจนคดีที่ชาวบ้านหรือประชาชนตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้วโดนฟ้อง ศาลก็ยกฟ้องเช่นกัน
.
อย่างไรก็ตามวรมนยอมรับว่าปัจจุบันยังมีอุปสรรคสำคัญคือฐานข้อมูลของศาลกว่า 200 แห่งทั่วประเทศยังไม่เชื่อมโยงเป็นดิจิทัลและเก็บข้อมูลแยกตามประเภทความผิด ทำให้ในช่วงแรกของการฟ้องร้องไม่มีใครทราบว่าเป็นคดีฟ้องปิดปาก ตัวเลขสถิติจึงยังไม่ชัดเจน
.
เพื่อแก้ปัญหานี้ ศาลได้ปรึกษากับนักกฎหมายต่างประเทศเพื่อทำ "แนวปฏิบัติ (Guideline) สำหรับผู้พิพากษา" คาดว่าจะได้เห็นความพยายามของศาลในการยุติการฟ้องไม่สุจริตผ่านอนุบัญญัติหรือแนวทางใหม่ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งอนุบัญญัตินี้จะช่วยกำหนดทิศทางให้ผู้พิพากษามีหลักเกณฑ์และกล้าตัดสินใจสั่งยกฟ้องคดีที่ไม่สุจริตได้ง่ายขึ้น และเปิดช่องให้คดีที่อยู่ขั้นตอนใดก็สามารถสั่งยกฟ้องภายหลังได้ทันทีเพราะข้อเท็จจริงของคดีไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
.
ด้านบวร บุญลพ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายถึงกระบวนการทำงานว่าระบบสืบสวนไทยแยกอำนาจตำรวจและอัยการออกจากกัน อัยการไม่มีอำนาจสอบสวนยกเว้นคดีนอกราชอาณาจักรหรือรัฐต่อรัฐ จึงต้องพึ่งพาข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวนเป็นหลัก แม้อัยการจะทำหน้าที่กลั่นกรองและสามารถสั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ แต่มีข้อจำกัดร้ายแรงคืออัยการไม่สามารถรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนได้ ด้วยเหตุนี้กลไกตาม พรบ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ มาตรา 21 ที่มุ่งคุ้มครองผู้บริสุทธิ์จึงไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้ เนื่องจากพยานหลักฐานที่เอื้อต่อการยกฟ้องไม่ถูกส่งเข้ามาในสำนวนตั้งแต่ต้น อัยการจึงต้องสั่งฟ้องตามพยานหลักฐานเท่าที่มีและต้องรอให้ไปถึงชั้นศาลเพื่อปรากฏพยานหลักฐานเพิ่มเติมจึงจะยกฟ้องได้
.
บวรเสนอว่าพนักงานสอบสวนต้องปรับบทบาทในการหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทั้งความผิดและความบริสุทธิ์ไปพร้อมกัน ไม่ใช่เน้นหาความผิดอย่างเดียวแล้วปล่อยให้ประชาชนไปสู้คดีเองในชั้นศาล
.
ขณะที่ณัฐาศิริ เบิร์กแมน นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ระบุว่าจากประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากเป็นกรณีที่นักการเมืองหรือนายทุนฟ้องชาวบ้าน ชาวบ้านจะเกิดความหวาดกลัวอย่างมาก
.
ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ พยายามยื่นคำร้องตาม มาตรา 161/1 เพื่อให้ศาลยกฟ้องทันทีในหลายคดีที่นายทุนฟ้องนักข่าวและนักกิจกรรมรวมกว่า 30 คดี แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติคือผู้พิพากษาและอัยการมักอ้างว่าต้องรับฟังความทุกฝ่าย และมองว่าการดำเนินคดีเป็นสิทธิของบุคคล ขอแค่ครบองค์ประกอบความผิดศาลก็รับฟ้องและไต่สวนต่อ เนื่องจากยังไม่มีแนวทางปฏิบัติและขาดนิยามร่วมกันที่ชัดเจนว่า คดีที่ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะและการฟ้องปิดปากคืออะไร นอกจากนี้หนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ยื่นต่ออัยการก็ถูกมองว่าเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวนและไม่เคยปรากฏในชั้นศาล สมาคมฯ จึงอยากเห็นประธานศาลฎีกาและอัยการออกข้อบังคับหรือระเบียบที่นิยามเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ทนายความนำไปใช้ยุติคดีได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงอยากให้มีระบบคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อสังคมไม่ให้ถูกฟ้องร้อง
.
ส่วนนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการยกร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ซึ่งได้ร่วมมือกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตั้งแต่ปี 2567 ขณะนี้ร่างกฎหมายผ่านการรับฟังความคิดเห็นและอยู่ในระบบกฎหมายกลางแล้ว โดยเตรียมเสนอผ่านกรรมการพัฒนากฎหมายของกรมฯ ก่อนส่งต่อไปยังกระทรวง ครม. กฤษฎีกา และรัฐสภาต่อไป
.
สาระสำคัญของกฎหมายใหม่นี้จะให้อำนาจอัยการและศาลในการยุติการฟ้องคดีได้ทันที มีบทคุ้มครองอัยการและศาลที่สั่งไม่ฟ้องโดยสุจริต ศาลสามารถสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยได้ และมีการกำหนดนิยามเรื่อง "การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ" เช่น การเปิดโปงทุจริต การต่อสู้เพื่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังระบุว่าภาระการพิสูจน์ไม่ควรตกเป็นของจำเลย และอาจมีการเร่งรัดกระบวนการไต่สวนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน จากเดิมที่ขั้นตอนไต่สวนมูลฟ้องอาจยาวนานถึง 6 เดือน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?