เจตจำนงประชาชนบนทางแพร่ง: จากรัฐธรรมนูญใหม่สู่นิรโทษกรรม ม.112
ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสียงว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น แต่ยังมีนัยยะที่ชี้ชัดว่าสังคมไทยได้ "บอกเลิก" และปฏิเสธที่จะอยู่ร่วมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อย่างสิ้นเชิง ประชาชนได้ชั่งตวงวัดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือสิ่งที่พวกเขาไม่ปรารถนาจะทนแบกรับอีกต่อไป สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้จึงควรเป็นเพียงกระบวนการทำให้เจตจำนงดังกล่าวสำเร็จลุล่วง
.
เป็นเรื่องน่าเสียดายและชวนให้ตะหงิดใจมาตั้งแต่การไม่ปรากฏวาระนี้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จนกระทั่งถึงเส้นตายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีมีมติร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ตามมาตรา 147 ภายในกำหนด 60 วัน (ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้) ปรากฏว่าจากร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ 116 ฉบับ รัฐบาลเลือกร้องขอให้พิจารณาต่อเพียง 34 ฉบับ และที่น่าผิดหวังที่สุดคือการหล่นหายไปของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ซึ่งค้างอยู่ในการพิจารณาวาระที่ 2 ของรัฐสภา
.
แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้ระบุเงื่อนเวลาไว้ตายตัวแต่หากอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ครั้ง (ที่ 4/2562 และ 18/2568) ย่อมสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญควรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เว้นช่วงทอดเวลาออกไปเป็นปี ๆ อีกทั้งคำวินิจฉัยยังได้กำชับให้ระมัดระวังทั้งในเรื่องงบประมาณและระยะเวลาที่จะต้องสูญเสียไป
.
การที่รัฐบาลไม่สานต่อกระบวนการนี้จึงมีค่าเท่ากับการ "จองจำ" ประชาชนให้อยู่กับรัฐธรรมนูญที่พวกเขาปฏิเสธแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความล่าช้ายังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง เมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันว่าพรรคของตนจะเดินหน้าเรื่องนี้ในเร็ววัน พร้อมให้คำมั่นว่า "เนื้อหาหลักของร่างใหม่จะไม่นำประเด็นปัญหาในร่างเดิมกลับมาเขียนไว้" ซึ่งสังคมคงต้องทวงถามถึงโรดแมปที่ชัดเจนจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะต้องไม่ลืมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่นโยบายแต่คือ "คำสั่ง" ของประชาชนตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูลเคยลั่นวาจาไว้
.
ควบคู่ไปกับการร่างกติกาประเทศใหม่ การเยียวยาบาดแผลทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ "ร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ..." ทั้ง 3 ร่างที่ถูกเสนอเข้ามาล้วนมีฐานคิดและเหตุผลความจำเป็นที่สอดคล้องกัน โดยมองย้อนกลับไปถึงรากเหง้าของความขัดแย้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
.
หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายเหล่านี้คือการตระหนักว่าผู้กระทำความผิดที่ถูกดำเนินคดีหรือรับโทษนั้นล้วนมีมูลเหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พวกเขา "ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย" และ "ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว" หากแต่ทำไปเพื่อต้องการแสดงออกทางการเมืองหรือเรียกร้องต่อรัฐ
.
นี่คือการใช้มุมมองของ "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" (Restorative Justice) ที่ไม่ได้มองว่านี่คืออาชญากรรมที่ต้องมุ่งลงโทษทำลายล้างบุคคล แต่มองว่าทุกคนล้วนเป็นผลผลิตและผู้ถูกกระทำจากความขัดแย้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีความทางการเมืองหลายคดีในอดีตคือเบ้าหลอมและแรงผลักดันที่ทำให้เราสามารถกลับมามีระบอบการเมืองที่ปกติและมีสภาผู้แทนราษฎรให้เราได้ใช้พิจารณากฎหมายกันอยู่ในทุกวันนี้
.
แต่คำถามที่สภาผู้แทนราษฎรต้องตอบคือเราจะสร้างสังคมสันติสุขได้อย่างไรหากยังมีบางคดีถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะคดีตามมาตรา 112 หากเป้าหมายสูงสุดของการตรา พรบ. ฉบับนี้คือการให้โอกาสประชาชนและสังคมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมานฉันท์ สภาผู้แทนราษฎรควรพิจารณาผลักดันและ "เก็บตก" บุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการด้วย
.
อย่างน้อยที่สุดหากไม่ประสงค์จะให้นิรโทษกรรมแบบเหมารวมทั้งหมด ก็ควรใช้หลักการและมาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา นั่นคือหากการกระทำของเขา "ไม่ได้ทำด้วยเจตนาชั่วร้าย ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งเป็นกระบวนการที่เขามาเรียกร้องต่อรัฐ" เขาก็สมควรได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน เพื่อให้ความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและครอบคลุมทุกมิติของความขัดแย้งในสังคมไทย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น