การ 'ปิดปาก' ยุคใหม่ กับวาระซ่อนเร้นของ 'แรงงานแพลตฟอร์ม’ ในคราบ ‘พาร์ทเนอร์’
ภาพจำของ “วันแรงงานสากล” (May Day) ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือภาพของคนงานเดินขบวนเรียกร้องสวัสดิการและค่าแรงที่เป็นธรรม แต่ในโลกยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ภาพการต่อสู้ได้เปลี่ยนไป เมื่อสมรภูมิไม่ได้อยู่แค่หน้าโรงงานแต่แปรเปลี่ยนมาอยู่บนท้องถนน และนายจ้างไม่ได้มาในรูปแบบของผู้กุมบังเหียนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์หากแต่อำพรางตัวอยู่เบื้องหลังอัลกอริทึม
.
แพลตฟอร์มยังมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขการทำงานเพียงฝ่ายเดียว อาทิ การลดค่ารอบโดยไม่ต้องถามความยินยอม การแบนหรือระงับบัญชีหากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มยังคงยืนยันว่าไรเดอร์มีสถานะเป็นเพียงพาร์ทเนอร์และบริษัทไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะนายจ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการบิดเบือนสภาพการจ้างงานและการปัดความรับผิดชอบของบริษัท
.
ช่วงที่ผ่านมาไรเดอร์กลุ่มหนึ่งได้เรียกร้องและเสนอมาตรการเยียวยาจากแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการช่วยเหลือต้นทุนน้ำมันกิโลละ 2 บาทหรือให้คูปองน้ำมันฟรีวันละ 2 ลิตรเมื่อทำงานครบ 30 ออเดอร์/วัน เนื่องจากมาตรการเยียวยาค่าน้ำมันจากแพลตฟอร์มด้วยอินเซนทีฟ (incentive หรือมาตรการจูงใจ) ได้รับไม่เท่ากันและไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
.
แต่สิ่งที่น่าตกใจและสะท้อนความผิดปกติของระบบนี้ได้ชัดเจนที่สุดกลับเป็นเหตุการณ์ ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทแพลตฟอร์มแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อไรเดอร์ที่ลุกขึ้นมายื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิข้างต้นกลับถูกบริษัทตอบโต้ด้วยการลบบัญชีถาวร โดยเปลี่ยนสถานะจากคนวิ่งงานปกติเป็น “รอตรวจสอบ” ในชั่วข้ามคืน
.
แม้ในเวลาต่อมาไรเดอร์คนดังกล่าวจะสามารถกู้บัญชีคืนมาได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากแรงกระเพื่อมจากสังคม และแน่นอนว่าบริษัทแพลตฟอร์มย่อมไม่มีวันออกมายอมรับว่านี่คือการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" กระนั้นก็พบว่าลักษณะของการแบนไม่เป็นธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชี้ให้เห็นว่านี่คือการใช้การระงับสัญญาเป็นเครื่องมือ “ปิดปาก” ในรูปแบบสมัยใหม่
.
ในอดีตกลุ่มทุนอาจต้องใช้ทนายความและกระบวนการศาลเพื่อข่มขู่ไม่ให้คนงานรวมตัว แต่ในยุคนี้ พวกเขาเพียงแค่กดปุ่มระงับหรือลบบัญชีก็สามารถตัดช่องทางทำกิน ทำลายความมั่นคงในชีวิต และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (Chilling Effect) ให้กับคนทำงานนับแสนชีวิตที่ต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันได้ทันที โครงสร้างบริษัทที่ดูใหญ่โตทันสมัยกลับเปราะบางและหวาดกลัวต่อ “กระดาษแผ่นเดียว” ที่ประชาชนใช้เรียกร้องความเป็นธรรม
.
ยิ่งไปกว่านั้นอาวุธสำคัญที่แพลตฟอร์มใช้กดทับคนทำงานมาตลอดคือคำว่า “พาร์ทเนอร์” เพื่อปัดความรับผิดชอบในสวัสดิการทุกรูปแบบ ทว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีคำวินิจฉัยออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าภายใต้อำนาจการควบคุม การกำหนดราคา และบทลงโทษจากแพลตฟอร์ม ไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” อย่างแท้จริง และผู้ประกอบการต้องคืนสิทธิสวัสดิการที่พึงมีทั้งค่าแรงขั้นต่ำและประกันสังคม
.
อย่างไรก็ดีคำวินิจฉัยของ กสม. กลับยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการบังคับใช้จริงได้ตราบใดที่กลไกของรัฐยังคงนิ่งเฉย ข้อเรียกร้องสำคัญของคนทำงานแพลตฟอร์มที่ต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใช้อำนาจออกกฎกระทรวงตามมาตรา 6 โดยออกตามมาตรา 22 ของ พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มารองรับและคุ้มครองคนทำงานกลุ่มนี้โดยทันที จึงเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุดโดยไม่ต้องรอการแก้กฎหมายใหญ่ที่กินเวลายาวนาน การนำเรื่องนี้เข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติจึงเป็นการพยายามงัดข้อกับกลไกรัฐที่เชื่องช้า และบีบให้ผู้มีอำนาจต้องเลือกระหว่างการปกป้องประชาชนหรือโอบอุ้มกลุ่มทุน
.
วันแรงงานสากลปีนี้จึงเป็นนิมิตหมายที่ต้องตอกย้ำให้เห็นว่าตราบใดที่กฎหมายยังวิ่งตามไม่ทันเทคโนโลยี และตราบใดที่รัฐยังปล่อยให้กลุ่มทุนใช้อัลกอริทึมเป็นศาลเตี้ยในการตัดสินชีวิตคน การรวมตัวกันเป็น “สหภาพคนทำงานแพลตฟอร์ม” จึงเป็นอีกหนึ่งเกราะกำบังที่เหลืออยู่ เพื่อยืนยันว่ามนุษย์ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหยาดเหงื่อไม่ใช่ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ระบบจะลบทิ้งได้ตามอำเภอใจ และสิทธิเสรีภาพในการส่งเสียงเรียกร้องจะต้องไม่ถูกปิดปากด้วยเงื้อมมือของระบบดิจิทัล
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น