วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2569: สัญญาณอันตรายจากวิกฤตฟ้องปิดปาก สู่ความหวังร่างกฎหมาย Anti-SLAPP
ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ปีนี้ สถานการณ์เสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกของสังคมไทยยังคงถูกท้าทาย เมื่อรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2026 โดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) ชี้ว่าประเทศไทยมีอันดับลดต่ำลงมาอยู่ที่ 92 สาเหตุประการหนึ่งมาจากกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกบิดเบือนมาใช้เป็นเครื่องมือคุกคามสิทธิเสรีภาพ ที่รู้จักกันในนามการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation - SLAPP) การฟ้องร้องลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งหวังชัยชนะในทางคดี แต่มุ่งสร้างภาระทางคดี ค่าใช้จ่าย และเวลา เพื่อบั่นทอนกำลังใจให้ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต้องเหนื่อยล้า จนเกิดความหวาดกลัวและนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองในที่สุด
.
บาดแผลของการใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อหยุดยั้งการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นรอยแผลเป็นที่ฝังลึกและปรากฏให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านหลายกรณีที่สั่นคลอนเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง เช่น กรณีกองทัพฟ้องสำนักข่าว "ภูเก็ตหวาน" ไปจนถึงกรณีฟาร์มไก่ธรรมเกษตรฟ้องผู้สื่อข่าววอยซ์ ทีวี ในอดีต รวมทั้งฟ้องนักข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระโดย อดีต สว. จากกรณีไปทำข่าวนักกิจกรรมจัดกิจกรรมที่ตลาดเสรี 2 กดดัน สว. เลือกนายกฯ หรือกรณีศึกษาล่าสุดที่สะเทือนวงการสื่อมวลชนที่สุดในช่วงต้นปี 2569 คือกรณีของสำนักข่าว The Isaan Record ที่นำเสนอรายงานเชิงลึกและสารคดี "Blood Berries | หมากไม้" ตีแผ่ขบวนการค้ามนุษย์และข้อกล่าวหาเรื่องการรับสินบนในการส่งแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์ ผลจากการทำหน้าที่ดังกล่าวนำมาสู่การที่สุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยื่นฟ้องหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร ในข้อหาหมิ่นประมาทพร้อมเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท
.
แม้ต่อมาจะมีการถอนฟ้องหทัยรัตน์ผู้เป็นบรรณาธิการบริหารแต่กระบวนการคุกคามก็ไม่ได้ยุติลง เมื่อโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการเนื้อหาภาคภาษาไทย ได้รับหมายศาลจากการถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาพร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท เพียงเพราะเขาได้แชร์โพสต์และเขียนข้อความชี้แจงบทบาทการทำงานของสื่อมวลชนบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนี้ตอกย้ำถึงความพยายามในการใช้กฎหมายเพื่อหยุดยั้งการตรวจสอบ จนนำมาสู่การรวมตัวของเครือข่ายสื่อมวลชนและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐสภาเร่งออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากอย่างเป็นรูปธรรม
.
เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจึงเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ซึ่งครอบคลุมไปถึงกระบวนการฟ้องปิดปากด้วย โดยในส่วนของคดีอาญา สำนักงานศาลยุติธรรมกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและนำมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่มาปรับใช้ เช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ที่ให้อำนาจศาลสั่งยกฟ้องและห้ามโจทก์ฟ้องในเรื่องเดียวกันได้อีกหากพบว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต รวมไปถึงการเพิ่มสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา 165/2 ที่จำเลยสามารถแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายให้ศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูลได้ โดยศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาประกอบการวินิจฉัย อีกทั้งในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก จำเลยยังมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายขอแรงให้ได้ตามมาตรา 165/1 ทั้งนี้คณะทำงานของศาลยุติธรรมยังได้ร่วมมือกับคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ในการศึกษาประเด็นเพิ่มเติมเพื่อมุ่งคุ้มครองสิทธิที่ครอบคลุมไปถึงนโยบายสาธารณะด้วยเช่นกัน
.
ในส่วนของคดีแพ่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังอยู่ระหว่างพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริต ป้องกันการฟ้องเชิงยุทธศาสตร์และการฟ้องปิดปาก ร่างกฎหมายฉบับนี้พุ่งเป้าจัดการกับกรณีที่มีผู้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้ง ข่มขู่คุกคาม มุ่งหวังประโยชน์อื่นโดยมิชอบ หรือประวิงคดี โดยจะมอบอำนาจให้ศาลแพ่งสามารถสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ และหากพบว่ามีความผิดจริงศาลอาจพิจารณาตักเตือน ยกฟ้อง ให้พิจารณาใหม่ หรือสั่งปรับโดยให้ค่าปรับตกเป็นสมบัติแผ่นดินต่อไป
.
ในฝั่งนิติบัญญัติ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เสนอร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่เอื้อต่อการคุกคามสิทธิเสรีภาพ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การลดทอนความเป็นอาชญากรรม (Decriminalization) เสนอให้แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกโทษจำคุกในฐานความผิดหมิ่นประมาท (มาตรา 326) และการดูหมิ่น (มาตรา 393) เปลี่ยนไปใช้ระบบโทษปรับเป็นพินัยแทน เพื่อสกัดกั้นการใช้โทษจำคุกเป็นเครื่องมือข่มขู่ และยังมุ่งเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยในการวิจารณ์ โดยเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อความโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน พร้อมกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ที่ฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษให้แก่จำเลย
.
ที่กล่าวมาข้างต้นมักเป็นคดีหมิ่นประมาท แต่ยังมีคดีอื่น ๆ ที่ถูกใช้มาขัดขวาง กีดกัน หรือสร้างข้อจำกัดในการทำข่าวของนักข่าวอีกหลายคดี เช่น คดีที่เกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง คดีนักเขียนและสื่ออิสระชายแดนใต้ถูกตำรวจกล่าวหาแย่งศพผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรม คดีที่เกี่ยวกับกฎหมายอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น การฟ้องนักข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระจากการไปทำข่าวนักกิจกรรมพ่นสัญลักษณ์ยกเลิก ม.112 บนกำแพงวัง ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนทำให้โบราณสถานเสียหาย หรือพูดอย่างที่สุดคดีตาม ม.112 เองก็ถูกใช้ในการระงับยับยั้งการมีส่วนร่วมของสาธารณะเช่นกันและสื่อมวลชนเองก็เคยเป็นเป้าหมาย ตัวอย่างเมื่อไม่กี่ปีมานี้อย่างกรณีสื่ออิสระ 2 คนถูกฟ้อง คดี ม.112 และ ม.116 ต่อสู้ขัดขืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานจากกรณีถ่ายทอดสดกิจกรรมกลุ่มทะลุวังทำโพลขบวนเสด็จที่พารากอนเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นต้น
.
ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกปีนี้ การเดินหน้าผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP จึงไม่ใช่เพียงการปกป้องวิชาชีพสื่อมวลชน แต่คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งและมอบความกล้าหาญทางจริยธรรมให้กับกลไกการตรวจสอบของสังคม เพื่อตอกย้ำว่าการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมี ไม่ใช่อาชญากรรมที่ต้องถูกคุกคามด้วยกฎหมายอีก กลับกันผู้ถ่ายทอดสื่อสารความจริงอันเป็นประโยชน์สาธารณะควรได้รับการปกป้อง สนับสนุน ไม่ใช่คดีความหรือกการคุกคาม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น