ครบรอบ 2 ปีมรณกรรม “บุ้ง เนติพร” กับวิกฤตเรื้อรังของสุขภาวะผู้ต้องขังการเมือง
เมื่อวานนี้ (30 พฤษภาคม 2569) ที่ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดกิจกรรม “Her Movement, We Move(ing)” เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง” นักกิจกรรมทางการเมือง ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง” โดยมีตัวแทนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้ต้องขังร่วมสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในเรือนจำที่ยังคงเป็นปัญหาฉกรรจ์
.
ปฐมพร แก้วหนู จากกลุ่ม Freedom Bridge ซึ่งช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองเปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการคุมขังอยู่ 61 คนจากเดิมที่มี 63 คน เนื่องจากมี 2 คนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวแต่รับโทษจนครบกำหนดและถูกปล่อยตัวไปแล้ว ทั้งนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่ม Freedom Bridge มีผู้ต้องขังเข้าออกโรงพยาบาลเป็นจำนวนนับสิบคน แต่หากนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 มีจำนวนมากกว่า 20 คน สำหรับอาการเจ็บป่วยทางกาย มีทั้งโรคไม่รุนแรง เช่น โรคผิวหนัง ที่ได้รับยามากินและทา ส่วนโรคที่รุนแรง ได้แก่ วัณโรค โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคเรื้อรังที่เพิ่งตรวจพบในเรือนจำอย่างกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน นอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพจิตที่ซ้ำเติมผู้ต้องขัง โดยรายที่มีอาการอยู่แล้วจะมีอาการรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่เรือนจำ
.
ปฐมพรระบุต่อไปว่าเมื่อทางกลุ่มทราบว่ามีผู้ต้องขังรายใดต้องการการรักษาจะรีบทำการแจ้งข่าวทันที เนื่องจากเมื่อกระแสข่าวเผยแพร่ออกไป จะส่งผลให้กระบวนการตอบรับของเจ้าหน้าที่รวดเร็วขึ้นและได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลเร็วขึ้น เพราะหากผู้ต้องขังไม่ได้แสดงอาการป่วยอย่างชัดเจนจนถึงขั้นชักดิ้นชักงอ ก็มักจะไม่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล การมีบุคคลภายนอกช่วยติดตามจึงมีความสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ระบบระเบียบการสั่งซื้ออาหารให้เพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ก็มีกฎเกณฑ์ว่า 1 บัญชีไลน์ สามารถใช้สั่งซื้ออาหารให้ผู้ต้องหาได้เพียง 1 คนเท่านั้น หากจะซื้อให้บุคคลอื่นต้องใช้ไลน์อื่น และกำหนดให้ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรวมถึงน้ำอัดลมให้ผู้ป่วยได้ไม่เกินคนละ 1 ชิ้นเท่านั้น
.
ในส่วนของสภาพความเป็นอยู่ ตัวแทนจาก Freedom Bridge กล่าวว่าผู้ป่วยบางรายไม่มีญาติมาเยี่ยม บางรายป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตครึ่งซีกต้องนั่งรถเข็นไปโรงพยาบาลและมีความวิตกกังวลว่าจะต้องเสียชีวิตในเรือนจำ ขณะที่ในช่วงเดือนเมษายนที่มีสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ผู้ต้องขังเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น บางรายเพิ่งทราบว่าตนเองมีปัญหาสายตาสั้นรุนแรงเมื่อเข้าเรือนจำ ทางกลุ่มจึงต้องประสานตัดแว่นส่งเข้าไปให้หรือใช้บริการตัดแว่นของเรือนจำ ส่วนปัญหาทางทันตกรรมมีความรุนแรงมาก เนื่องจากผู้ป่วยได้รับเพียงยาแก้ปวดซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ บางรายปวดฟันอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้องเอาศีรษะโขกผนัง และมีบางรายตัดสินใจถอนฟันด้วยตนเองซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรง
.
สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง กล่าวว่าในเรือนจำจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) และเจ้าหน้าที่เป็นผู้แจ้งว่าใครจะได้รับการรักษา ทว่ามีบรรยากาศความกลัวครอบงำอยู่ เนื่องจากกระบวนการส่งตัวต้องใช้เวลา 2–3 วัน หากระหว่างนั้นผู้ต้องขังหายป่วยและพยาบาลตรวจพบว่าไม่ได้ป่วย อสรจ. และเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องส่งตัวจะถูกตำหนิ ส่งผลให้ผู้ที่จะได้ส่งตัวออกไปมักจะเป็นผู้ที่ป่วยหนักใกล้เสียชีวิตเท่านั้น อีกทั้งการรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นเพียงระดับปฐมภูมิ เครื่องมือแพทย์หลายอย่างไม่มีคุณภาพ ส่วนเครื่องมือที่ทันสมัยมีอยู่แต่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ และการส่งตัวออกไปภายนอกต้องรอให้ผู้บัญชาการเรือนจำลงนามอนุมัติ หากรายใดป่วยหนักจึงจะให้อยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลระยะยาวเพื่อลดขั้นตอนการทำเรื่องส่งตัวซ้ำ ส่วนปัญหาการรักษาฟัน มีผู้ต้องขังคดีการเมืองรายหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็น อสรจ. เมื่อมีอาการปวดฟันได้ลงชื่อขอรับการรักษา แต่ต้องรอคิวนานถึง 1 ปี จนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกพอดี อัตราส่วนผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังพบความไม่สอดคล้องกับเพศของนักโทษ และมีอคติในการจัดสรรงบประมาณ โดยผู้ต้องขังชายจะได้รับงบประมาณมากกว่าผู้ต้องขังหญิง
.
สิรภพยังระบุว่าตนเองเข้าเรือนจำไปใน 3 สถานะ คือ นักโทษ นักกิจกรรม และนักวิจัย จึงได้ทำการเขียนเรื่องร้องเรียนและสังเกตการณ์ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ พบกฎระเบียบที่ห้ามผู้ต้องขังชายและหญิงมองหน้ากันในโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพราะกังวลเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งที่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ทุกจุดและมีผู้คุมเฝ้ามองหน้าจอตลอดเวลา 1–2 คน ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้อยู่แล้ว สำหรับเรื่องอาหาร ตนได้ศึกษาระเบียบกองโภชนาการของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่กำหนดโดยกรมอนามัย พบว่ามีการจำกัดปริมาณอาหารและแร่ธาตุห้ามผู้ต้องขังกินเกินกำหนด จึงเป็นที่มาของการห้ามซื้อขนมและน้ำหวานให้เกิน 1 ชิ้น แม้อาหารของโรงพยาบาลจะดีกว่าอาหารในเรือนจำทั่วไปและมีตารางอาหารประจำเดือน แต่รสชาติไม่ดีเนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎของกรมอนามัย
.
นอกจากนี้สิรภพยังระบุว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์รักษาโรคได้แค่เบื้องต้น ไม่ใช่โรคเฉพาะทาง แม้จะมีแผนกโรคเรื้อรังและห้องผ่าตัดบ้างแต่ไม่เทียบเท่าโรงพยาบาลทั่วไป หากป่วยหนักจริงจึงจะส่งออกภายนอก แต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ยอมรับว่าตนเองไม่มีศักยภาพ พยายามจะตรวจและจ่ายยาเองจนกว่าคนไข้จะอาการหนัก ส่วนสภาพโรงพยาบาลของผู้ต้องขังหญิงนั้น ตนไม่มีข้อมูลเลย ทั้งนี้หลังจากที่เนติพรเสียชีวิตทางเรือนจำก็กังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอย เมื่อตนอดอาหารประท้วงบ้างเรือนจำจึงได้นำเอกสารมาให้ตนลงนามยินยอมว่าเป็นการอดอาหารด้วยตนเองและจะรับการรักษาตามอาการ แต่ตนปฏิเสธที่จะลงนาม ทางเรือนจำจึงส่ง อสรจ. มานอนเฝ้าข้าง ๆ เพื่อเตรียมปั๊มหัวใจหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่กลับไม่มีเครื่องปั๊มหัวใจอยู่ในบริเวณนั้น ตนจึงต้องดื่มน้ำหวานเพื่อประคองสติและใช้การจดจำเรื่องราวไว้ในสมองเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้นำกระดาษเข้าไปจด โดยทุกวันจะมีการวัดความดันและชั่งน้ำหนักเพื่อดูสุขภาพตลอดเวลา
.
ขณะที่คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชี้แจงถึงกระบวนการทางกฎหมายว่า ตามกฎหมายหากมีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน จะต้องมีการไต่สวนการตายเพื่อหาสาเหตุ สถานที่ และพฤติการณ์การตาย ซึ่งปกติกระบวนการจะใช้เวลาสั้นและไม่มีข้อเท็จจริงมากนัก แต่ในกรณีของเนติพรศูนย์ทนายความฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ให้สังคมทราบสาเหตุการตาย แต่ต้องการตรวจสอบมาตรการการรักษาและการกู้ชีพของเรือนจำว่าได้มาตรฐานตามหลักสากลที่ประเทศไทยไปลงนามรับรองไว้หรือไม่ และต้องการให้ศาลรับรู้ว่าผู้ที่อดอาหารไม่ได้มีเจตนาฆ่าตัวตาย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ในการเรียกร้องสิทธิผู้ต้องขังและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นแม้จะป่วยจากการอดอาหารภายใต้การดูแลของกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต
.
คุ้มเกล้าระบุด้วยว่าทางทนายความพยายามขอภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงก่อนที่เนติพรจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เพื่อตรวจสอบกระบวนการกู้ชีพ แต่ในระยะแรกเข้าถึงได้ยากลำบาก เนื่องจากผ่านไป 1 เดือน หน่วยงานราชการยังคงปฏิเสธโดยอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และอ้างว่าต้องปกปิดใบหน้าบุคคลอื่น แต่ในที่สุดทนายความสามารถได้หลักฐานมาตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อใช้ในการไต่สวน และได้นำเวชระเบียนการรักษาทั้งหมดเข้ามาในสำนวนเพื่อแสดงต่อศาล ซึ่งจากการนำสืบพยานฝั่งญาติผู้ตายโดยมีแพทย์ทั่วไปมาให้ข้อมูล ระบุว่าเมื่อหัวใจหยุดเต้นต้องได้รับการกู้ชีพภายใน 4 นาที แต่ในเรือนจำเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวดเร็วเช่นนั้น เนื่องจากภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นเตียงผู้ป่วยอยู่ในห้องขังที่มีลูกกรงกั้นและมี อสรจ. เฝ้า หากเกิดเหตุต้องกดปุ่มเรียกเจ้าหน้าที่ ซึ่งแม้ทางราชการจะอ้างว่าเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาแล้วแต่กระบวนการกู้ชีพก็ต้องใช้เวลาเกิน 4 นาทีอย่างแน่นอน
.
คุ้มเกล้ากล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งแพทย์นิติเวชและแพทย์ผู้อ่านผลเอกซเรย์ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การกู้ชีพเนติพรไม่มีประสิทธิภาพ แต่โรงพยาบาลราชทัณฑ์กลับเป็นผู้ประเมินว่าจะส่งตัวคนไข้ต่อไปหรือไม่ ทั้งที่โรงพยาบาลเองไม่มีความพร้อม โดยมีการปั๊มหัวใจอยู่ภายในโรงพยาบาลราชทัณฑ์นานถึง 1 ชั่วโมงก่อนจะส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลภายนอกเนื่องจากอ้างว่าต้องทำให้พ้นวิกฤตก่อน ซึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เวร ผลการวินิจฉัยของศาลจะระบุสาเหตุการตาย หากศาลเห็นว่าเป็นการตายที่ผิดธรรมชาติพนักงานอัยการจะต้องส่งสำนวนกลับไปยังพนักงานสอบสวน ซึ่งทางญาติของเนติพรได้แจ้งความกรณีการตายผิดธรรมชาติไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หากผลการไต่สวนชี้ว่าเป็นความผิดพลาด หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบและเข้าสู่กระบวนการเยียวยาตามกฎหมาย
.
ในช่วงท้ายของการเสวนาตัวแทนผู้ร่วมกิจกรรมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยปฐมพรกล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนหลายคนที่มีรายชื่อสามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองได้ ซึ่งทุกคนช่วยกันคอยเฝ้าระวังและติดตามปัญหาสุขภาพอย่างใกล้ชิด หากทราบข่าวการเจ็บป่วยจะรีบกระจายข้อมูลทันทีเพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก ขณะที่สิรภพได้ฝากข้อเสนอแนะไปยังรัฐสภาให้ช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมายราชทัณฑ์ เนื่องจากกรมราชทัณฑ์มีกฎระเบียบจำนวนมากแต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้ผลจริง จึงควรศึกษาเพื่อปรับลดระเบียบที่ไม่จำเป็น เช่น ผู้ต้องขังข้ามเพศควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงฮอร์โมน ปรับปรุงจำนวนทันตแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และองค์กรระหว่างประเทศ เข้ามาตรวจสอบภายในเรือนจำโดยต้องเป็นการเข้าตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจัดฉากสร้างภาพ ตลอดจนผลักดันให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาล และทิ้งท้ายว่าอย่ามองผู้ต้องขังเป็นอื่น ต้องมองคนให้เป็นคนเสียก่อน อย่ามองว่าเขาเป็นคนชั่วที่ต้องมารับผลกรรม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว วันหนึ่งพวกเขาก็ต้องได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคมภายนอกอยู่ดี
.
(ทีมงาน)
ขอบคุณภาพ - #ไข่แมวชีส
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น