เสียงจากประชามติ 8 กุมภา: คำสั่งประชาชน กับการแตกหักต่อ รธน. 60



ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการแตกหักจากรัฐธรรมนูญ 2560 แปลว่าประชาชนได้มีฉันทามติลงมติ "ปฏิเสธ" รัฐธรรมนูญซึ่งที่ผ่านมาถูกชี้ให้เห็นถึงปัญหา และแสดงเจตจำนงว่าต้องการฉบับใหม่
.
จริงอยู่ที่หลังทราบผลประชามติว่าประชาชนต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เราจะ "ยังไม่ได้" รัฐธรรมนูญใหม่มาใช้แทนของเก่าในทันที แต่ประชามติครั้งแรกย่อมชัดเจนว่าประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญบอกแล้วว่าไม่เอาฉบับเก่า ที่เหลือคือกระบวนการของการทำให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ความสำคัญของการแตกหักกับรัฐธรรมนูญฉบับเก่าผ่านการแสดงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ย่อมบ่งบอกว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับเก่าไม่ควรเอามาใส่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย โดยเฉพาะไม่ควรมีการเพิ่มอำนาจ สว. ไม่ว่าจะ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็ตาม ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนไปทำประชามติสุดท้าย
.
ผมใช้คำว่า "เพิ่ม" เพราะเดิมรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจนี้แก่ สว. จะมีก็เพียงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นการใส่เงื่อนไขตรงนี้เพิ่มเข้าไป เท่ากับ "ไม่เห็นหัว" ประชาชนที่เพิ่งแสดงออกผ่านประชามติมาหมาด ๆ และถ้ายังกล้าที่จะไปทำประชามติถามประชาชนอีกก็ไม่ต่างอะไรกับการ "เดินข้ามหัว" เขาไปแล้วยังมาขอให้เขาจับเท้าคุณข้ามหัวกลับอีกรอบ ดังนั้นคนที่ใส่เงื่อนไขนี้เข้ามาหากไปทำประชามติแล้วไม่ผ่านก็ต้องพร้อมรับผิดชอบด้วย
.
ผมย้ำอีกครั้งว่าต่อให้การทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อรับรองวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ผ่านประชามติก็ไม่ทำให้ความต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จากประชามติครั้งแรกของประชาชนหายไป ดังนั้นนอกจากคนเสนอเงื่อนไขให้มี สว. เข้ามาจะต้องรับผิดชอบแล้วก็จะต้องร่างใหม่จนกว่าจะมีวิธีการที่ประชาชนยอมรับเพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบหรือประชามติจากประชาชน
.
อีกประการที่สำคัญคือการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรง เพราะคนที่จะตัดสินวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะเป็นอย่างไรคือประชาชนผ่านการทำประชามติ ส่วน "รัฐสภา" ทำได้เพียงเป็น “ผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” ผ่านการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 และหมวด 15/1 ว่าด้วยวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น แต่คนให้คำตอบสุดท้ายคือ "ประชามติ" ดังนั้นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำแถมมาว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” นั้น พูดอีกก็ถูกอีก เพราะคนที่จะให้ประชาชนหรือใครหน้าไหนเลือกผู้ร่างจะโดยตรงหรือโดยอ้อมนั้น ก็คือ "ประชาชน" ในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม
.
ท้ายที่สุด "รัฐสภา" มีสถานะเป็นเพียง "ผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ" แต่ไม่ใช่ "ผู้ให้" ที่แท้จริง เมื่อมีสถานะเพียงเท่านี้ก็ควรแสดงความต้องการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เพื่อให้คนที่จะเป็น "ผู้ให้" จริง ๆ คือ "ประชาชน" มาตอบว่าเห็นชอบในวิธีการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเสนอมาหรือไม่ ผ่านคูหาประชามติ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?