ว่าที่ตุลาการศาล รธน. ไม่ตรงสเปค? กับรายงานกรรมการสรรหาที่ไร้การปรึกษาหารือ?


ข้อสังเกตประเด็นที่กรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตอบหนังสือของผมและบัตรสนเท่ห์ที่ว่า "จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช" ศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนนครินทร์ เมฆไตรรัตน์) นั้น “ไม่ตรงปก” ไม่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มีประเด็นน่าพิจารณาดังนี้
.

[ประเด็นแรก: การยืนยันว่าตรงปก และมติของคณะกรรมการสรรหา]

.
1– คุณจักรพงศ์ ยืนยันว่าเมื่อครั้งที่ตนเองได้รับการประเมินเป็นศาสตราจารย์นั้น ประเมินตาม พรบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 ซึ่งขณะนั้นมีเพียงหลักสูตรเดียวคือหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต และระบุว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีคณะ มีเฉพาะภาควิชาต่าง ๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
.
ประเมินขึ้นเป็นศาสตราจารย์โดยใช้หลักทฤษฎีการสอบสวน โดยเสนอผลงานทางวิชาการหลักและทฤษฎีการสอบสวน
.
2– คุณจักรพงศ์ยืนยันว่า ตนเองจบทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรงคือ “รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต” อีกทั้งยังยกผลงานที่เกี่ยวข้องคือ หนังสือ “กลยุทธ์ศึกษาและคู้มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน” เพื่อยืนยันผลงานทางด้านนี้
.
แต่คุณจักรพงศ์ยืนยันในรายงานของคณะกรรมการสรรหาว่า ตนสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พร้อมย้ำว่าหลักทฤษฎีการสอบสวนเป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง (ในมุมของคุณจักรพงศ์)
.
3– ตำแหน่งนี้สรรหาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนุญ มาตรา 200 อนุ 4 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน" นั้นไม่น่าติดใจเรื่องตีความว่าต้องเป็นศาตราจารย์ด้านนี้หรือไม่ จากสิ่งที่คุณจักรพงศ์ ยืนยันก็เหมือนว่าจะเป็น
.
แต่เรื่อง "มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์" นั้น ในเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญฯ ที่เขียนโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า "มิได้หมายถึงเพียงการที่บุคคลดังกล่าวยังคงแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการในสาขาที่เคยได้รับตำแหน่งทางวิชาการโดยเฉพาะการผลิตงานเขียนตำรา งานวิจัย หรือบทความ แต่ยังเป็นคุณสมบัติของบุคคลที่ยังดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในทางวิชาการสาขานั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์หรือเป็นวิทยากรบรรยายในสาขาที่เคยได้รับตำแหน่งทางวิชาการในงานสัมมนาทางวิชาการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือผลงานวิชาการที่เคยสร้างสรรค์มานั้นยังได้รับการยอมรับ ตีพิมพ์ หรืออ้างอิงอยู่อย่างสม่ำเสมอ"
.
คำถามคืองานของคุณจักรพงศ์ นั้น ได้รับการยอมรับ ตีพิมพ์ หรืออ้างอิงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตามความมุ่งหมายที่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญแสดงความมุ่งหมายไว้ไหม อันนี้ในรายงานไม่มีหลักฐานยืนยัน
.

[ประเด็นที่สอง คณะกรรมการสรรหามีความเห็นเป็น 2 ฝ่ายและใช้การลงคะแนน ไม่เห็นกระบวนการปรึกษาหารือตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในการหาทางออก]

.
ในรายงานคณะกรรมการสรรหา หน้า 14 (ดูภาพประกอบ) ระบุว่าชัดว่าคณะกรรมการสรรหาใช้การลงมติ โดย 6 คน เห็นว่าคุณจักรพงศ์เป็นผู้มีคุณสมบัติ ประกอบด้วย ประธานสภาผูแทนราษฎร, ประธานศาลปกครองสูงสุด, บุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง, บุคคลซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง, บุคคลซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแต่งตั้งและบุคคลซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง
.
ขณะที่กรรมการสรรหา 2 เสียง ชี้ว่า พล.ต.ต. จักรพงศ์ เป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา และบุคคลซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่งตั้ง
.
จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ม.203 วรรคห้า จะบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือได้รับการสรรหา ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
.
แต่เรากลับไม่เห็นการปรึกษาหารือในรายงานของคณะกรรมการสรรหาเลย รายงานดังกล่าวระบุเพียงแค่ผลการลงมติ ทั้งนี้ยังรวมถึงการลงคะแนนว่าใครสมควรได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งด้วย เราจะเห็นว่ารายงานของคณะกรรมการสรรหา ลงเฉพาะการลงคะแนนเลือกกับเหตุผลประกอบสั้น ๆ แบบสั้นมากของคณะกรรมการสรรหา (ดูภาพประกอบ) แต่ไม่เห็นกระบวนการปรึกษาหารือของคณะกรรมการสรรหาเลย ทั้งที่รัฐธรรมนูญ ม.203 วรรคหก ที่บัญญัติว่า "ในการสรรหา ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม..." ซึ่งในเอกสารความมุ่งหมายและคาอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญฯ ที่เขียนโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หน้าที่ 351 อธิบายบทบัญญัตินี้ไว้ว่า "มุ่งหมายที่จะให้คณะกรรมการใช้วิธีการในการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน มากกว่าที่จะใช้วิธีลงคะแนนโดยไม่ปรึกษาหารือกันเลย.."(ดูภาพประกอบ)
.
จริงอยู่ที่ผ่านมาอาจทำกันมาจนเป็นเหมือนเรื่องปกติ แต่หากดูความมุ่งหมายของบทบัญญัตินี้ รายงานควรแสดงให้เห็นกระบวนการปรึกษาหารือกันมากกว่าเพียงแต่มาลงคะแนนเลือกกัน
.
ยิ่งเมื่อกลับมาพิจารณารายงานของกรรมาธิการสอบประวัติฯ ฝั่ง สว.แล้ว ในส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณะเราจะเห็นข้อมูลเพียงประวัติโดยย่อ 1 หน้า A4 เท่านั้น ที่เหลือเป็นเพียงรายงานกระบวนการแต่งตั้ง กมธ. และการส่งต่อมาของ กก.สรรหา (ที่รายงานของ กก.สรรหาเองยังมากกว่า) ต่อด้วยภาคผนวกที่ใส่แบบฟอร์มการประเมินที่ไม่ระบุผลการประเมิน เพราะไปรวมอยู่ในรายงานลับเสียหมด ทั้งที่ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาข้อที่ 110 จะบัญญัติ ไว้ชัดว่า "รายงานของคณะกรรมาธิการสามัญดังกล่าว(กมธ.สอบประวัติฯ) จะแยกจัดทำบางส่วนเป็นรายงานลับก็ได้..." (ดูภาพประกอบ) จะเห็นได้ว่า เขาใช้คำว่า "บางส่วน" เท่านั้นที่เป็นรายงานลับ ไม่ใช่ 99% เป็นลับ และในอดีตสมัยรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มีข้อมูลเปิดเผยมากกว่านี้
.
และรัฐธรรมนูญ ม.129 วรรคหก ก็บัญญัติเกี่ยวกับการเปิดเผยรายงานของกรรมาธิการว่า "ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดำเนินการ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณี ของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนทราบ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี มีมติมิให้เปิดเผย" และความมุ่งหมายของบทบัญญัติมาตรานี้(ดูเอกสารที่อ้างแล้วหน้า 224) ที่ต้องเปิดให้ประชาชนทราบก็เพื่อ ให้ประชาชนทราบ "เป็นการสะท้อนให้ประชาชนเห็นถึงความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ เพื่อเป็นหลักประกันว่าการดำเนินของคณะกรรมาธิการจะยึดถือเอาประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ" นั่นเอง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?