ขอรัฐทบทวน "ความยืดหยุ่น" จ้างงานสาธารณสุข ยกกรณีลูกจ้างสละชีพทวงความมั่นคง - หนุนตั้งสหภาพแรงงานคนสุขภาพ



วานนี่ (19 พฤษภาคม 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง "ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการบริหารจัดการการพัฒนา และการธำรงรักษากำลังคนสุขภาพ" ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานฉบับนี้โดยแสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 11 ประเด็นที่มุ่งแก้ปัญหาภาวะหมดไฟและการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ร่วมผลักดันข้อเสนอและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
อย่างไรก็ตามผมได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญในข้อเสนอเชิงนโยบายที่ 7 ซึ่งระบุถึงการพัฒนาระบบค่าตอบแทนและเส้นทางอาชีพให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่น โดยเน้นย้ำว่าแม้ความยืดหยุ่นจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมาการบริหารงานที่เน้นความยืดหยุ่นกลับสร้างความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานและลดทอนอำนาจต่อรองของผู้ปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุข
.
ผมย้อนกล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนับตั้งแต่ปี 2543 ที่มีการแปรรูประบบการจ้างงานของรัฐ จากการบรรจุข้าราชการมาเป็นรูปแบบลูกจ้างที่หลากหลาย นำมาซึ่งความไม่มั่นคงอย่างรุนแรง เช่น การจ้างงานแบบนับอายุปีต่อปี หรือแม้กระทั่งการจ้างคนในรูปแบบ "พัสดุ" ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง เช่น การเสียเปรียบในการทำธุรกรรมทางการเงิน
.
เพื่อตอกย้ำถึงความรุนแรงของปัญหานี้ผมได้ยกกรณีของคณาพันธุ์ ปานตระกูล อดีตลูกจ้างชั่วคราวแผนกฟอกย้อม โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองเมื่อเดือนมกราคม ปี 2550 เพื่อประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกจ้างชั่วคราวในระบบราชการ
"กระผมหวังว่าชีวิตของกระผมคงไม่เสียเปล่า ลูกจ้างชั่วคราวทุกคนคงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น จำไว้เลยว่างานที่เราทำทุก ๆ วัน มันคืองานประจำ ไม่ใช่งานชั่วคราว" นี่คือส่วนหนึ่งจากจดหมายลาตายของคณาพันธุ์ ปานตระกูล ซึ่งกรณีของนี้คือเครื่องยืนยันว่าการจ้างงานในระบบสาธารณสุขไม่ควรเป็นเพียงตัวเลือกเสริม หรือผลิตภัณฑ์ที่เน้นความยืดหยุ่นของรัฐจนละเลยความเป็นมนุษย์
.
ขณะเดียวกันรายงานฉบับนี้ยังขาดมิติของการ "เสริมพลัง" (Empower) ภาครัฐไม่ควรมองบุคลากรทางการแพทย์เป็นเพียง "ทรัพยากรมนุษย์" ที่ต้องรักษาไว้เพื่อใช้งาน แต่ต้องมองว่าพวกเขาคือหุ้นส่วนที่มีส่วนร่วมสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพ เพราะงานคือตัวของเขา งานคือความภาคภูมิใจ และงานคืออนาคตของเขา สิ่งที่หายไปคืออำนาจของพวกเขา สวัสดิการและค่าตอบแทนต่าง ๆ ไม่ได้ได้มาเพราะผู้มีอำนาจใจดีแต่ต้องมาจากอำนาจในการต่อรอง
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมได้เรียกร้องให้มีการปกป้องและอำนวยความสะดวกในสิทธิการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานของบุคลากรในอุตสาหกรรมสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน หรือกลุ่ม Nurse Connect เพื่อให้พวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย สวัสดิการ และอนาคตของตนเอง โดยมีหลักประกันขั้นต่ำสุดคือ เมื่อรวมกลุ่มแล้วจะต้องไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกทำลายจากผู้มีอำนาจ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?