12 ปีรัฐประหาร 2557: คัดค้านการชุบชีวิต "มรดกบาป รธน. 60" - ยืนยันเสียงประชาชน 21.6 ล้านเสียง



เข็มนาฬิกาของการเมืองไทยหมุนเวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม วันที่ย้ำเตือนถึงทศวรรษที่สูญหายและวงจรของการแช่แข็งประเทศ ทหารกลุ่มหนึ่งในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือปืนเข้ามายึดอำนาจการปกครองในปี 2557 พร้อมกับทิ้งมรดกบาปแห่งการสืบทอดอำนาจชิ้นสำคัญไว้นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
.
กลไกที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อจำกัดอำนาจประชาชน ควบคุมเสียงของสภาผู้แทนราษฎร และสร้างกลไก "สภาบน" ให้กลายเป็นป้อมปราการพิทักษ์รักษาระบอบอำนาจนิยม คือมรดกที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
.
ในวันนี้ วันที่สังคมไทยควรจะก้าวข้ามไปสู่การเขียนกติกาใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เรากลับยังคงเห็นความพยายามของพรรคการเมืองบางพรรคที่ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาไส้ในเงื่อนไขอาจจะกลายเป็นการคงรักษามรดกอำนาจนิยมให้ไปเติบโตต่อในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการพยายามสร้างกลไกคัดทานเจตจำนงของประชาชน โดยการกำหนดว่าการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐสภาจะต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ยิ่งไปกว่านั้นในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ร่างฉบับนี้ยังวางระบบให้สมาชิกรัฐสภารวมถึง สว. เป็นผู้ลงคะแนนคัดเลือก สสร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย
.
ในฐานะที่ผมดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง จำเป็นต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราต้องไม่มอบอำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศให้แก่กลไกที่ไร้ความเชื่อมโยงกับประชาชน" จริงอยู่ว่า สว. ชุดปัจจุบันมาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพตามระบบที่รัฐธรรมนูญ 2560 วางไว้ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบทั้งที่มาและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวทางอุดมการณ์ของพรรคแกนนำรัฐบาล การที่ร่างกฎหมายฉบับนี้พยายามดึงอำนาจของ สว. ไปเป็นด่านคัดกรองกติกาของประเทศจึงถูกมองว่าเป็นกลไกสืบทอดอำนาจให้เครือข่ายกลุ่มก้อนทางอุดมการณ์อำนาจใดอำนาจหนึ่งที่สามารถบงการทิศทางและหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่ได้
.
แม้จะเป็นสัดส่วนที่ 1 ใน 4 ของ สว. ที่อาจฟังดูเหมือนเป็นเพียง 50 เสียง ก็เป็นแค่เสียงข้างน้อยในวุฒิสภา แต่ความเป็นจริงคือเสียง สว. ข้างมากที่เป็นเอกภาพมากกว่า 150 เสียง ดังนั้น 1 ใน 4 ก็ยังต้องผ่านเสียงข้างมากของ สว. อยู่ดี คำถามคือทำไมเราต้องยอมให้กลุ่ม สว. เสียงข้างมากมีอำนาจเหนือหรือสามารถหักล้างเจตจำนงของคนทั้งประเทศได้ ทั้งที่หน้าที่ของ สว. ในยุคเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การทำตัวขวางคลองเพื่อปกป้องมรดกคณะรัฐประหาร หากแต่ควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและปกป้องเสียงของประชาชน
.
ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยเพิ่งผ่านหลักหมุดประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญมาในการเลือกตั้งและการทำประชามติเมื่อวันมี่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เสียงของประชาชนส่งสัญญาณอย่างชัดเจนที่สุด ด้วยมติเห็นชอบถึง 21.6 ล้านเสียงที่ร่วมใจกันออกไปประกาศว่าต้องการแตกหักกับรัฐธรรมนูญ 2560 และต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและมาจากประชาชนอย่างแท้จริง
.
21.6 ล้านเสียง คือ "อาณัติสัญญาณ" (Mandate) ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คือพลังบริสุทธิ์ของประชากรแฝง แรงงานย้ายถิ่น คนขับรถแพลตฟอร์ม คนหาเช้ากินค่ำ และประชาชนทุกภาคส่วนที่บอบช้ำจากโครงสร้างความเหลื่อมล้ำใต้ร่มเงาของมรดกรัฐประหาร ประชาชนไม่ได้ออกไปใช้สิทธิ์เพื่อให้กลุ่มคนที่มาจากระบบปิดหรือเครือข่ายทางการเมืองเอาเจตจำนงนั้นไปบิดเบือนในสภา
.
12 ปีหลังการทำรัฐประหาร 2557 ควรเป็นบทเรียนราคาแพงที่บอกเราว่ากติกาที่ไม่ได้เริ่มจากประชาชน ไม่มีวันนำพาความสงบสุขและความสามัคคีมาสู่คนส่วนใหญ่ได้
.
ในวาระครบรอบปีนี้ ผมขอใช้พื้นที่นี้ร่วมส่งเสียงคัดค้านทุกความพยายามที่จะนำเอากลไกอำนาจพิเศษของ สว. กลับมาไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ และขอสนับสนุนให้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีมรดกชิ้นส่วนใดจากการรัฐประหาร 2557 ที่คู่ควรแก่การเก็บรักษาไว้ในอนาคตของประเทศไทย และ 21.6 ล้านเสียงที่ฝากไว้ในการทำประชามติ จะต้องไม่ถูกหักหลังด้วยกลเกมในสภา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?