กรมพัฒนาฝีมือแรงงานแจงปมเงินสมทบโต-เร่งกู้ชีพหนี้เก่า เผยเล็งคลอดหลักเกณฑ์ใหม่ดึงเอกชนร่วมติวเข้มแรงงาน



วานนี้ (26 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 ของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยผมได้ร่วมอภิปราย ใน 3 ประเด็นสำคัญดังนี้
.
ประเด็นแรกคือคำถามถึงการบริหารจัดการ "เงินฝากคลัง" ของกองทุนฯ ที่พบว่ามีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึงประมาณ 1,489 ล้านบาท ซึ่งถูกนำไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากคลังของกระทรวงการคลัง ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 97.49 ของเงินกองทุนทั้งหมด และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 19.13 ซึ่งการเก็บเงินไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์และไม่ได้ดอกเบี้ยถือเป็นการเสียโอกาสทางการคลังและทางเศรษฐกิจ จึงต้องการทราบแนวทางบริหารจัดการเงินส่วนนี้
.
ประเด็นที่สองคือจำนวนรายได้สมทบที่เพิ่มมากขึ้น โดยรายงานปี 2567 ระบุว่ารายได้หลักของกองทุนมาจากเงินสมทบและเงินเพิ่ม มีจำนวนประมาณ 277 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 86.13 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าสูงถึงร้อยละ 197 ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนในมุมกลับว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติกองทุนฯ มาตรา 29 ที่ต้องการให้นายจ้างจัดฝึกอบรมแก่ลูกจ้างของตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมดอาจไม่บรรลุผลสำเร็จ เพราะนายจ้างเลือกที่จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนแทนการจัดอบรม
.
ประเด็นสุดท้ายคือปัญหาเงินให้กู้ยืมเกินกำหนดชำระซึ่งมีความเสี่ยงที่จะสิ้นอายุความบังคับคดี โดยพบว่ามีหนี้เกินกำหนดชำระกว่า 10 ปี จำนวน 19 ล้านบาท และหนี้เงินให้กู้ยืมตามคำพิพากษาที่เกินกำหนดชำระกว่า 10 ปี อีกกว่า 120 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 139 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการปล่อยกู้ที่ผ่านมาขาดการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และต้องการทราบแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินดังกล่าว
.
ด้านชาติวุฒิ ทองกัน ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชี้แจงว่าเหตุผลที่เงินสมทบเพิ่มขึ้นในปี 2567 เนื่องจากมีการตื่นตัวของสถานประกอบการที่เข้ามาจดทะเบียนตาม พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เพิ่มขึ้นเป็น 18,633 แห่ง
.
ในส่วนของผลงานการอบรมยืนยันว่ากองทุนฯ ดำเนินการได้เกินเป้าหมาย โดยตั้งเป้าไว้ 3.4 ล้านคน แต่ปฏิบัติจริงได้ถึง 4.8 ล้านคน แต่ก็ยอมรับว่ามีสถานประกอบการบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเข้าสู่ระบบในช่วงแรกยังดำเนินการอบรมไม่ครบตามสัดส่วนร้อยละ 50 จึงต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกรมฯ กำลังเพิ่มหลักเกณฑ์ช่วยเหลืออุดหนุน 15 รายการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างหันมาอบรมแรงงานแทนการจ่ายเงินสมทบ
.
สำหรับประเด็นหนี้เสีย ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงานชี้แจงว่าหนี้ที่เกินกำหนดชำระกว่า 10 ปีและหนี้สูญส่วนใหญ่เป็นหนี้ค้างเก่าจากกองทุนเดิมก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นการปล่อยกู้รายบุคคล ปัจจุบันกองทุนฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการให้สถานประกอบการกู้ยืมเพื่อไปพัฒนาทักษะพนักงาน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทปลอดดอกเบี้ย ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าและมีเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้เดิมอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร