เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี
เมื่อวานนี้ (13 พฤษภาคม 2569) ที่ SCC Creative Space สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน (สนค.) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดเวทีเสวนา Talk อะ Rights ในหัวข้อ “IO: ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี” โดยรวบรวมนักวิจัย นักข่าว นักวิชาการ ตัวแทนภาครัฐ และสมาชิกวุฒิสภา เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation หรือ IO) ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงในสังคมไทย
เวทีครั้งนี้มีปาฐกถาโดย ผศ. ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยจากสถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) และมีวิทยากรร่วมเสวนาได้แก่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จากสำนักข่าว The Reporters สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมี อภิสิทธิ์ ดุจดาจากสำนักข่าว TODAY เป็นผู้ดำเนินรายการ
.
[ IO คืออะไร และทำงานอย่างไร ]
.ผศ. ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ ปาฐกถาเปิดเวทีด้วยการนิยามคำว่า IO เสียก่อน โดยระบุว่าตนเองไม่นิยมใช้คำว่า “ปฏิบัติการจิตวิทยา” ซึ่งมีที่มาจากบริบทสงครามทางทหาร แต่เลือกใช้คำว่า “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ Influence Operation แทน เพราะสะท้อนสภาพความเป็นจริงได้ตรงกว่า
.
IO ในความหมายนี้คือการใช้งบประมาณและโครงสร้างการจัดตั้งเพื่อเผยแพร่ข้อความในวงกว้าง โดยอาศัยหลายบัญชีและอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มการมองเห็นและสร้างพลังให้เรื่องเล่าแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เนื้อหาที่ใช้มีหลากรูปแบบ ทั้งเนื้อหาแง่ลบที่ใส่ร้ายป้ายสีให้เสียชื่อเสียง เนื้อหาแง่บวกที่ยกย่องเชิดชูฝ่ายที่ต้องการสนับสนุน และเนื้อหาสีเทาประเภท "น้ำท่วมทุ่ง" ที่ทำให้ข้อมูลซึ่งมีสาระหายไปในกระแสข้อมูลจำนวนมาก
.
ผศ. ดร.จันจิราอธิบายวิวัฒนาการของ IO ว่าในยุคแรกใช้โปรแกรมอัตโนมัติ (บอต) ล้วน ๆ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการผสมระหว่างบอตและคนจริง เพราะประชาชนเริ่มจับทางได้และต้องการข้อมูลจากคนจริง ยิ่งนำ AI เข้ามาช่วยสร้างและส่งเนื้อหาจำนวนมากก็ยิ่งแนบเนียนและตรวจจับได้ยากขึ้น เครือข่ายเหล่านี้ในบางประเทศมีมากกว่าหมื่นบัญชี โดยคนคนเดียวสามารถควบคุมได้หลายร้อยบัญชี รู้จักกันในชื่อ “ฟาร์ม IO” หรือ troll farm ซึ่งส่งเนื้อหาจากการจัดตั้งออกไปให้ประชาชนทั่วไปส่งต่ออีกทอด ซึ่งอาจส่งไปเพราะเชื่อโดยสุจริตใจ หรือไม่ได้เชื่อแต่ส่งเพื่อความสนุกหรือสะใจก็ได้
.
นอกเหนือจาก IO แล้วภาครัฐยังใช้การคุกคามและสอดแนมผู้เห็นต่างควบคู่กันไปด้วย ผลกระทบต่อผู้ถูกโจมตีรุนแรงกว่าที่สังคมทั่วไปรับรู้ จากการสอบถามนักกิจกรรมในช่วงปี 2563 พบว่าหลายคนรู้สึกถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ มีผลต่อจิตใจ การทำงาน และฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม บางรายหวาดระแวงทุกครั้งที่เปิดสื่อสังคมออนไลน์ ถึงขั้นหวาดผวาหรือฝันร้ายก็มี
.
ผศ. ดร.จันจิราชี้ว่าเราไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่อง IO โดยลำพังได้เพราะเกิดขึ้นทั่วโลก จึงต้องขับเคลื่อนเป็นกลุ่มและพูดคุยกับทั้งภาครัฐและแพลตฟอร์ม เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่ใช่องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) แต่เป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร จึงต้องพูดกันด้วยภาษาธุรกิจและสิทธิมนุษยชนควบคู่กันไป การพิสูจน์ให้แพลตฟอร์มเห็นเพียงว่าเนื้อหาสร้างความเสียหายทางร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พอ แต่ต้องแสดงให้แพลตฟอร์มเห็นด้วยว่าการปล่อยให้ IO ดำเนินต่อไปส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มเอง
.
เมื่อถูกถามถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับ IO โดยเฉพาะกรณีการล้อเลียนด้วยอารมณ์ขัน ผศ. ดร.จันจิราตอบว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินยากมาก เพราะมาตรฐานของแต่ละคนแตกต่างกัน ฝ่ายขวาเองก็ใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือมาตั้งแต่โฆษณาชวนเชื่อยุคนาซี จึงเสนอว่าหากพบเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ให้แจ้งร้องเรียน พร้อมเตรียมหลักฐานและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหานั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างไร
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือ “แยม” เป็นนักข่าวที่ถูก IO โจมตีอย่างเป็นระบบมาตลอดการทำงาน เธอเล่าว่าสิ่งที่จันจิราพูดทั้งหมดคือสิ่งที่ตนเองเผชิญมาตั้งแต่ต้น
.
ฐปณีย์เริ่มสัมผัสกับ IO ครั้งแรกจากการรายงานข่าวการค้ามนุษย์โรฮิงญา ซึ่งทำให้ฐปณีย์ถูกตั้งฉายาว่า “โรฮิงแยม” และมีการเรียกร้องให้ “เอาเรือมารับ” แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอเป็น IO มีระบบ เพิ่งมาเข้าใจหลังการรัฐประหารของ คสช. ว่าการทำข่าวที่ขัดนโยบายความมั่นคงจะนำมาซึ่งการโจมตีเช่นนี้ ในช่วงปี 2563 ฐปณีย์กลายเป็น “นักข่าวสามกีบ” เมื่อทำข่าวเกี่ยวกับมาตรา 112 ก็ถูกตราหน้าว่า “นักข่าวล้มเจ้า” และเมื่อทำข่าวคดีตากใบก็โดนเช่นกัน แต่การโจมตีจะจำกัดอยู่ในกลุ่มเพจสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นส่วนใหญ่
.
กรณีล่าสุดซึ่งฐปณีย์ระบุว่าหนักที่สุดในชีวิตการทำงานเริ่มต้นหลังจากรายงานข่าวแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวฐปณีย์แต่เกิดจากคำพูดของแม่ทัพเอง กระนั้น IO ก็พุ่งเป้ามาที่ฐปณีย์ในทันทีโดยตราหน้าว่าเป็น “นักข่าว BRN” เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและกล่าวหาว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน แม้แต่คนที่มีรูปถ่ายร่วมกันก็ถูกนำไปโจมตีด้วย
.
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ต่างออกไปคือเป็นครั้งแรกที่มีเพจนอกพื้นที่สามจังหวัดเข้าร่วมโจมตี มีผู้มีอิทธิพลทางความคิดช่วยขยายข้อความ มีการใช้ AI สร้างข่าวปลอม บทสัมภาษณ์ปลอม และข่าวลือเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสื่อกระแสหลักบางสำนักนำไปเสนอต่อจนคนทั่วไปเชื่อ และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำรูปและข้อความเก่า ๆ ของฐปณีย์ออกมาใช้โจมตีได้อย่างรวดเร็ว แสดงว่ามีการรวบรวมข้อมูลเอาไว้ล่วงหน้านานแล้ว
.
ฐปณีย์เดินหน้าแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์ก่อนได้รับคำแนะนำให้ยื่นเรื่องต่อกระทรวงดิจิทัลฯ และแจ้งกับเฟซบุ๊กโดยตรงด้วย ผ่านไปหนึ่งเดือนตำรวจตอบกลับว่าจากเพจที่แจ้งความไว้ 10 เพจมีคนจริง ๆ เพียง 1 คนส่วนที่เหลือต้องรอให้เฟซบุ๊กตรวจสอบ แต่เพจที่ถูกตนฟ้องยังโจมตีตนต่อเนื่อง ระหว่างนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาทักต่อหน้าแล้วกล่าวหาว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดนและข่มขู่จะทำร้าย
สิ่งที่ฐปณีย์กลัวมากที่สุดคือจะไม่ได้ทำข่าวอย่างที่เคยทำ เพราะเมื่อถูกเพจเหล่านี้โจมตีก็จะเสียความน่าเชื่อถือจนอาจเป็นนักข่าวไม่ได้อีก และสำนักข่าว The Reporters ของตนก็จะเสียความเชื่อมั่นตามไปด้วย จึงตัดสินใจไปขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาเพื่อรักษาสภาพจิตใจให้ทำงานต่อไปได้ และวางแผนยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อีกทอด พร้อมยืนยันว่าจะยังคงเป็นนักข่าวต่อไป
.
ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่ากรณีการโจมตีฐปณีย์เป็นการคุกคามสื่อที่อันตรายที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะมุ่งบั่นทอนจิตใจจนสื่อท้อแท้และไม่อยากทำหน้าที่ต่อ
.
สมาคมฯ ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีฐปณีย์ทันทีที่รู้เรื่อง แม้จะไม่มีอำนาจทางกฎหมายแต่ก็ต้องการสกัดกั้นโดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐตรวจสอบ เพราะลักษณะการโจมตีอย่างต่อเนื่องพุ่งเป้าที่ตัวบุคคลอาจก่ออันตรายทางกายได้จริง นอกจากนี้ยังยื่นเรื่องไปยังบริษัท Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กที่สิงคโปร์ ซึ่งตอบกลับว่าได้ปิดเพจ IO ไปแล้วหลายเพจแต่ยังมีอีกหลายเพจที่ยังไม่ถูกจัดการ
.
ชัยฤทธิ์ยังร่วมมือกับสภาทนายความฯ เพื่อจัดหาทนายความให้ฐปณีย์และสื่อคนอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมาย IO และชี้ให้เห็นว่าต้นตอของปัญหาคือแม่ทัพภาค 4 ที่พูดในลักษณะที่ทำให้เกิดเรื่อง ฐปณีย์เพียงแค่ตั้งคำถามถึงการลอบยิง สส. พรรคร่วมรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่รู้เรื่องและหาผู้บงการไม่ได้ แต่กลับมีการส่ง IO โจมตีนักข่าวแทนที่จะหาทางออกร่วมกัน
.
ชัยฤทธิ์ประเมินภาพรวมของสื่อไทยว่าอ่อนแอลงมากในหลายมิติ ทั้งการต้องอยู่บนแพลตฟอร์มและนำเสนอเนื้อหาให้เร็วและแรงตามอัลกอริทึม ข่าวสืบสวนสอบสวนที่ลดน้อยลง และการที่ภาครัฐและฝ่ายการเมืองสามารถทำสื่อของตนเองได้ครบวงจร มีช่องทางและพิธีกรของตนเอง ทำให้สามารถกำหนดประเด็นและวาระทางสังคม รวมถึงตอบโต้ข่าวในแง่ลบได้
.
เมื่อมีผู้ถามว่าสมาคมฯ จะจัดการกับสื่อที่เผยแพร่ข่าวปลอมและสร้างความเกลียดชังอย่างไร ชัยฤทธิ์ตอบว่าสื่อที่ลงข่าวปลอมมีความผิดอยู่แล้ว สมาคมฯ รณรงค์เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจรรยาบรรณมาอย่างต่อเนื่อง แต่การเอาผิดทำได้ยาก จึงต้องรณรงค์ให้ประชาชนคว่ำบาตรและกดดันให้สื่อลบข่าวและขอโทษ
.
ชัยฤทธิ์ยังเรียกร้องผ่านเวทีให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) เพราะทั้งรัฐ ทุน และนักการเมืองต่างฟ้องปิดปากสื่อ นักวิชาการ และฝ่ายค้านมาโดยตลอด และสรุปว่า IO เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไขจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดี
สฤณี อาชวานันทกุล ผู้ระบุตนเองเป็นเป้าหมาย IO ระดับสูงเช่นกัน เปิดเผยว่าได้รับอีเมลแจ้งเตือนว่ามีคนพยายามโจมตีระบบของตนทุกเดือน จากลักษณะของการลงทุนที่สูงและโจมตีต่อเนื่องยาวนาน สฤณีเชื่อว่าต้องมาจากรัฐซึ่งมีทรัพยากรมหาศาลและงบลับที่พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตรวจสอบได้
.
สฤณีชี้ให้เห็นว่า IO ของรัฐมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและงบประมาณที่แน่นอนขึ้น และมักดำเนินการควบคู่ไปกับการโจมตีทางไซเบอร์ ขณะที่ฝ่ายรัฐก็พยายามบิดเบือนว่าภาคเอกชนก็ทำ IO เหมือนกันจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ทั้งที่ IO ของรัฐรุนแรงกว่าของเอกชนหลายเท่า บางครั้งยังอ้างความชอบธรรมว่า IO กับกัมพูชาเป็นสิ่งที่ทำได้เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายตรงข้าม ยิ่งทำให้ IO ลุกลามบานปลายและทำให้คนยอมรับการใช้ IO ของรัฐมากขึ้น
พร้อมเตือนว่า AI ช่วยให้การทำ IO ง่ายขึ้น อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มก็ไม่สนความถูกต้อง สนใจแต่กำไร จึงยิ่งแพร่กระจายเนื้อหาเช่นนี้ออกไป
.
สฤณีเล่าว่าเคยฟ้องคดี IO ของรัฐไทยร่วมกับ “จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โดยอ้างหลักฐานจากการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในสภา ซึ่งทางราชการไม่ฟ้องแย้งกลับว่าเป็นหลักฐานปลอม แสดงว่ายอมรับโดยปริยายว่าเป็นเรื่องจริง แต่อ้างว่าเป็นการกระทำนอกเวลาราชการ เมื่อศาลปกครองยกฟ้องในชั้นต้นสฤณีก็ได้อุทธรณ์ต่อโดยอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมจากรายงาน กสม. สฤณีอธิบายว่าตนไม่ใช่นักกิจกรรม เป็นเพียงนักวิชาการที่วิจารณ์รัฐแต่ก็ยังต้องโดน IO จึงฟ้องเพื่อทวงถามความยุติธรรม แต่สุดท้าย IO ไทยก็ยังลอยนวลพ้นผิดตลอดมา
.
สฤณียังเตือนถึงความซับซ้อนของกรณีไทย-กัมพูชา โดยชี้ว่าความขัดแย้งอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองภายในมากกว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐจริง ๆ และ IO อาจเป็นผู้จุดประกายให้ความขัดแย้งลุกโชนขึ้น ทำให้คนที่คัดค้านการทำ IO ของรัฐถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติ
.
สฤณีเน้นย้ำความจำเป็นของการเก็บฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ IO อย่างเป็นระบบ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันทั้งสื่อและอัลกอริทึม สำหรับ IO ภาคเอกชน สฤณีชี้ว่าบริษัทใดที่ทำ IO เท่ากับผิดหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนซึ่งตนเองก็รับหลักการนี้มา และสรุปว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการก็ต้องร่วมชี้ให้เห็นว่าความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชนคืออะไร และทำไมจึงไม่ควรทำ IO
ผศ. ดร.จันจิราชี้ว่าเราไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่อง IO โดยลำพังได้เพราะเกิดขึ้นทั่วโลก จึงต้องขับเคลื่อนเป็นกลุ่มและพูดคุยกับทั้งภาครัฐและแพลตฟอร์ม เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่ใช่องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) แต่เป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร จึงต้องพูดกันด้วยภาษาธุรกิจและสิทธิมนุษยชนควบคู่กันไป การพิสูจน์ให้แพลตฟอร์มเห็นเพียงว่าเนื้อหาสร้างความเสียหายทางร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พอ แต่ต้องแสดงให้แพลตฟอร์มเห็นด้วยว่าการปล่อยให้ IO ดำเนินต่อไปส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มเอง
.
เมื่อถูกถามถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับ IO โดยเฉพาะกรณีการล้อเลียนด้วยอารมณ์ขัน ผศ. ดร.จันจิราตอบว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินยากมาก เพราะมาตรฐานของแต่ละคนแตกต่างกัน ฝ่ายขวาเองก็ใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือมาตั้งแต่โฆษณาชวนเชื่อยุคนาซี จึงเสนอว่าหากพบเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ให้แจ้งร้องเรียน พร้อมเตรียมหลักฐานและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหานั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างไร
[ประสบการณ์ตรงจากแนวหน้า: นักข่าวที่ถูก IO เล็งเป้า]
.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือ “แยม” เป็นนักข่าวที่ถูก IO โจมตีอย่างเป็นระบบมาตลอดการทำงาน เธอเล่าว่าสิ่งที่จันจิราพูดทั้งหมดคือสิ่งที่ตนเองเผชิญมาตั้งแต่ต้น
.
ฐปณีย์เริ่มสัมผัสกับ IO ครั้งแรกจากการรายงานข่าวการค้ามนุษย์โรฮิงญา ซึ่งทำให้ฐปณีย์ถูกตั้งฉายาว่า “โรฮิงแยม” และมีการเรียกร้องให้ “เอาเรือมารับ” แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอเป็น IO มีระบบ เพิ่งมาเข้าใจหลังการรัฐประหารของ คสช. ว่าการทำข่าวที่ขัดนโยบายความมั่นคงจะนำมาซึ่งการโจมตีเช่นนี้ ในช่วงปี 2563 ฐปณีย์กลายเป็น “นักข่าวสามกีบ” เมื่อทำข่าวเกี่ยวกับมาตรา 112 ก็ถูกตราหน้าว่า “นักข่าวล้มเจ้า” และเมื่อทำข่าวคดีตากใบก็โดนเช่นกัน แต่การโจมตีจะจำกัดอยู่ในกลุ่มเพจสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นส่วนใหญ่
.
กรณีล่าสุดซึ่งฐปณีย์ระบุว่าหนักที่สุดในชีวิตการทำงานเริ่มต้นหลังจากรายงานข่าวแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวฐปณีย์แต่เกิดจากคำพูดของแม่ทัพเอง กระนั้น IO ก็พุ่งเป้ามาที่ฐปณีย์ในทันทีโดยตราหน้าว่าเป็น “นักข่าว BRN” เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและกล่าวหาว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน แม้แต่คนที่มีรูปถ่ายร่วมกันก็ถูกนำไปโจมตีด้วย
.
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ต่างออกไปคือเป็นครั้งแรกที่มีเพจนอกพื้นที่สามจังหวัดเข้าร่วมโจมตี มีผู้มีอิทธิพลทางความคิดช่วยขยายข้อความ มีการใช้ AI สร้างข่าวปลอม บทสัมภาษณ์ปลอม และข่าวลือเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสื่อกระแสหลักบางสำนักนำไปเสนอต่อจนคนทั่วไปเชื่อ และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำรูปและข้อความเก่า ๆ ของฐปณีย์ออกมาใช้โจมตีได้อย่างรวดเร็ว แสดงว่ามีการรวบรวมข้อมูลเอาไว้ล่วงหน้านานแล้ว
.
ฐปณีย์เดินหน้าแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์ก่อนได้รับคำแนะนำให้ยื่นเรื่องต่อกระทรวงดิจิทัลฯ และแจ้งกับเฟซบุ๊กโดยตรงด้วย ผ่านไปหนึ่งเดือนตำรวจตอบกลับว่าจากเพจที่แจ้งความไว้ 10 เพจมีคนจริง ๆ เพียง 1 คนส่วนที่เหลือต้องรอให้เฟซบุ๊กตรวจสอบ แต่เพจที่ถูกตนฟ้องยังโจมตีตนต่อเนื่อง ระหว่างนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาทักต่อหน้าแล้วกล่าวหาว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดนและข่มขู่จะทำร้าย
สิ่งที่ฐปณีย์กลัวมากที่สุดคือจะไม่ได้ทำข่าวอย่างที่เคยทำ เพราะเมื่อถูกเพจเหล่านี้โจมตีก็จะเสียความน่าเชื่อถือจนอาจเป็นนักข่าวไม่ได้อีก และสำนักข่าว The Reporters ของตนก็จะเสียความเชื่อมั่นตามไปด้วย จึงตัดสินใจไปขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาเพื่อรักษาสภาพจิตใจให้ทำงานต่อไปได้ และวางแผนยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อีกทอด พร้อมยืนยันว่าจะยังคงเป็นนักข่าวต่อไป
.
[ บทบาทสมาคมนักข่าวฯ: ออกมาปกป้อง แต่อำนาจยังจำกัด ]
.ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่ากรณีการโจมตีฐปณีย์เป็นการคุกคามสื่อที่อันตรายที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะมุ่งบั่นทอนจิตใจจนสื่อท้อแท้และไม่อยากทำหน้าที่ต่อ
.
สมาคมฯ ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีฐปณีย์ทันทีที่รู้เรื่อง แม้จะไม่มีอำนาจทางกฎหมายแต่ก็ต้องการสกัดกั้นโดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐตรวจสอบ เพราะลักษณะการโจมตีอย่างต่อเนื่องพุ่งเป้าที่ตัวบุคคลอาจก่ออันตรายทางกายได้จริง นอกจากนี้ยังยื่นเรื่องไปยังบริษัท Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กที่สิงคโปร์ ซึ่งตอบกลับว่าได้ปิดเพจ IO ไปแล้วหลายเพจแต่ยังมีอีกหลายเพจที่ยังไม่ถูกจัดการ
.
ชัยฤทธิ์ยังร่วมมือกับสภาทนายความฯ เพื่อจัดหาทนายความให้ฐปณีย์และสื่อคนอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมาย IO และชี้ให้เห็นว่าต้นตอของปัญหาคือแม่ทัพภาค 4 ที่พูดในลักษณะที่ทำให้เกิดเรื่อง ฐปณีย์เพียงแค่ตั้งคำถามถึงการลอบยิง สส. พรรคร่วมรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่รู้เรื่องและหาผู้บงการไม่ได้ แต่กลับมีการส่ง IO โจมตีนักข่าวแทนที่จะหาทางออกร่วมกัน
.
ชัยฤทธิ์ประเมินภาพรวมของสื่อไทยว่าอ่อนแอลงมากในหลายมิติ ทั้งการต้องอยู่บนแพลตฟอร์มและนำเสนอเนื้อหาให้เร็วและแรงตามอัลกอริทึม ข่าวสืบสวนสอบสวนที่ลดน้อยลง และการที่ภาครัฐและฝ่ายการเมืองสามารถทำสื่อของตนเองได้ครบวงจร มีช่องทางและพิธีกรของตนเอง ทำให้สามารถกำหนดประเด็นและวาระทางสังคม รวมถึงตอบโต้ข่าวในแง่ลบได้
.
เมื่อมีผู้ถามว่าสมาคมฯ จะจัดการกับสื่อที่เผยแพร่ข่าวปลอมและสร้างความเกลียดชังอย่างไร ชัยฤทธิ์ตอบว่าสื่อที่ลงข่าวปลอมมีความผิดอยู่แล้ว สมาคมฯ รณรงค์เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจรรยาบรรณมาอย่างต่อเนื่อง แต่การเอาผิดทำได้ยาก จึงต้องรณรงค์ให้ประชาชนคว่ำบาตรและกดดันให้สื่อลบข่าวและขอโทษ
.
ชัยฤทธิ์ยังเรียกร้องผ่านเวทีให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) เพราะทั้งรัฐ ทุน และนักการเมืองต่างฟ้องปิดปากสื่อ นักวิชาการ และฝ่ายค้านมาโดยตลอด และสรุปว่า IO เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไขจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดี
[แม้มีหลักฐาน แต่ IO ของรัฐยังลอยนวล]
.สฤณี อาชวานันทกุล ผู้ระบุตนเองเป็นเป้าหมาย IO ระดับสูงเช่นกัน เปิดเผยว่าได้รับอีเมลแจ้งเตือนว่ามีคนพยายามโจมตีระบบของตนทุกเดือน จากลักษณะของการลงทุนที่สูงและโจมตีต่อเนื่องยาวนาน สฤณีเชื่อว่าต้องมาจากรัฐซึ่งมีทรัพยากรมหาศาลและงบลับที่พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตรวจสอบได้
.
สฤณีชี้ให้เห็นว่า IO ของรัฐมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและงบประมาณที่แน่นอนขึ้น และมักดำเนินการควบคู่ไปกับการโจมตีทางไซเบอร์ ขณะที่ฝ่ายรัฐก็พยายามบิดเบือนว่าภาคเอกชนก็ทำ IO เหมือนกันจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ทั้งที่ IO ของรัฐรุนแรงกว่าของเอกชนหลายเท่า บางครั้งยังอ้างความชอบธรรมว่า IO กับกัมพูชาเป็นสิ่งที่ทำได้เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายตรงข้าม ยิ่งทำให้ IO ลุกลามบานปลายและทำให้คนยอมรับการใช้ IO ของรัฐมากขึ้น
พร้อมเตือนว่า AI ช่วยให้การทำ IO ง่ายขึ้น อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มก็ไม่สนความถูกต้อง สนใจแต่กำไร จึงยิ่งแพร่กระจายเนื้อหาเช่นนี้ออกไป
.
สฤณีเล่าว่าเคยฟ้องคดี IO ของรัฐไทยร่วมกับ “จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โดยอ้างหลักฐานจากการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในสภา ซึ่งทางราชการไม่ฟ้องแย้งกลับว่าเป็นหลักฐานปลอม แสดงว่ายอมรับโดยปริยายว่าเป็นเรื่องจริง แต่อ้างว่าเป็นการกระทำนอกเวลาราชการ เมื่อศาลปกครองยกฟ้องในชั้นต้นสฤณีก็ได้อุทธรณ์ต่อโดยอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมจากรายงาน กสม. สฤณีอธิบายว่าตนไม่ใช่นักกิจกรรม เป็นเพียงนักวิชาการที่วิจารณ์รัฐแต่ก็ยังต้องโดน IO จึงฟ้องเพื่อทวงถามความยุติธรรม แต่สุดท้าย IO ไทยก็ยังลอยนวลพ้นผิดตลอดมา
.
สฤณียังเตือนถึงความซับซ้อนของกรณีไทย-กัมพูชา โดยชี้ว่าความขัดแย้งอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองภายในมากกว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐจริง ๆ และ IO อาจเป็นผู้จุดประกายให้ความขัดแย้งลุกโชนขึ้น ทำให้คนที่คัดค้านการทำ IO ของรัฐถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติ
.
สฤณีเน้นย้ำความจำเป็นของการเก็บฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ IO อย่างเป็นระบบ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันทั้งสื่อและอัลกอริทึม สำหรับ IO ภาคเอกชน สฤณีชี้ว่าบริษัทใดที่ทำ IO เท่ากับผิดหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนซึ่งตนเองก็รับหลักการนี้มา และสรุปว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการก็ต้องร่วมชี้ให้เห็นว่าความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชนคืออะไร และทำไมจึงไม่ควรทำ IO
[ร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ IO ]
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ตั้งข้อสังเกตว่า IO ของรัฐมีอยู่จริงผ่านการอ้างอิงเอกสารงบประมาณที่ถูกเปิดเผยในกลไกของสภา ทั้งงบปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนของกองทัพบกและกองทัพเรือราว 7–8 ล้านบาท งบที่เกี่ยวกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อุดมการณ์ของรัฐ และส่วนงบลับหลักร้อยถึงพันล้านบาทนั่นพิสูจน์ยากอย่างไรก็ตามยังมีเอกสารที่น่าสนใจของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ที่กล่าวถึงคู่มือการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งครอบคลุมเรื่องการสร้างเรื่องเล่า การสื่อสาร การทำปฏิบัติการจิตวิทยา และการทำ "สงครามแห่งทัศนคติ" และยังมีกรณีที่เฟซบุ๊กลบบัญชี IO ที่เชื่อมโยงกับ กอ.รมน. ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หรือเอกสารที่ สส.เคยออกมาเปิดเผยในสภา
.
เทวฤทธิ์ชี้ถึงกรณีในประวัติศาสตร์ที่ IO ของรัฐสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กลายเป็นใบอนุญาตให้ปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง เช่น การกล่าวหานักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่าเป็นคอมมิวนิสต์และ "ผังล้มเจ้า" ที่นำมาใช้โจมตีกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเมื่อ รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หนึ่งในผู้ปรากฏชื่อในผังได้ยื่นฟ้อง พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด (ยศขณะนั้น) ก็ยอมรับต่อหน้าศาลว่าเป็นเพียง "ผังความสัมพันธ์" เท่านั้น
.
อย่างไรก็ตาม เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่าตนไม่อยากเหมารวมทุกคนที่เห็นต่างว่าเป็น IO เพราะจะทำให้เสียงของคนกลุ่มนั้นถูกมองข้ามโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเสียหาย ยังชี้ด้วยว่า สว. ส่วนใหญ่ยังเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำนาจตรวจสอบงบประมาณของ สว. ก็จำกัดกว่า สส. จึงไม่สามารถเรียกข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐได้ลึกเท่า อีกประการรัฐไทยเข้าไปเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) จึงมีหลักที่ต้องเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งอาจจะช่วยทำให้เราสามารถไปผูกกระดิ่งที่คอแมวได้ ยิ่งกลไกการทำงานที่แยบยลขึ้นอาจไม่ได้กระทำโดยทหารโดยตรง แต่มีการจ้างเอเจนซีหรือสื่ออาชีพที่เชี่ยวชาญกว่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเพราะมักมีข้ออ้างเรื่องความมั่นคงที่จะปิดการเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ก็ต้องส่งเสียงให้ข้อจำกัดโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงนั้นไม่ควรถูกนำเป็นข้ออ้างตลอดเวลา
.
ทั้งนี้หากตีความอย่างกว้างเราล้วนถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารผ่านกลไกเชิงอุดมการณ์ของรัฐ ไม่ว่าจะโดยสถาบันการศึกษาหรือสื่อมวลชน ยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายิ่งทำให้ผลที่รัฐรดน้ำพรวนดินไว้ก็สำแดงออกมาได้ และเมื่อเกิดเหตุชายแดนใต้ก็กลายเป็นพื้นที่ๆ กระแสนั้นถูกมาใช้งาน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ก็คงต้องทำงานทางความคิดรณรงค์สาธารณะด้วย
.
เทวฤทธิ์ยังฝากถึงผู้ที่ทำ IO โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับเงินแต่ทำเพราะเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า วันหนึ่งรัฐอาจไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับคนกลุ่มนั้นตลอดไป จึงจำเป็นต้องมีสื่ออิสระที่คอยเสนอข่าวของผู้เห็นต่าง และปิดท้ายด้วยการเตือนว่าสังคมต้องระวังไม่มอบอำนาจการจัดการกับ IO ให้อยู่ในมือรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐมักใช้อำนาจนั้นกับฝ่ายตรงข้ามก่อนเสมอ
.
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อธิบายบทบาทของหน่วยงานและความท้าทายที่เผชิญอยู่ โดยในแง่กลไกที่มีอยู่ กรมฯ สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และหากผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยก็สามารถขอให้มีการคุ้มครองพยานได้ รวมทั้งมีทนายความและกองทุนยุติธรรมพร้อมช่วยเหลือ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นออนไลน์จะอยู่ในความดูแลของกระทรวงดิจิทัลฯ และตำรวจไซเบอร์
.
ความท้าทายที่กรมฯ เผชิญมี 3 ด้านหลัก ประการแรกคือเทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย เช่น กฎหมายไทยยังไม่บังคับให้ระบุว่าเนื้อหาใดสร้างด้วย AI ขณะที่ต่างประเทศหลายแห่งกำหนดไว้แล้ว อัลกอริทึมยังเสนอเนื้อหาซ้ำ ๆ จนตอกย้ำความเชื่อของผู้ใช้งาน และหากไม่ระวังอาจนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งไทยยังไม่มีฐานความผิดด้านนี้โดยเฉพาะ ประการที่สองคือเจ้าหน้าที่รัฐมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีน้อย และการตามหาตัวผู้กระทำผิดที่อยู่ต่างประเทศทำได้ยาก ประการที่สามคือการประสานงานข้ามหน่วยงานใช้เวลานาน
.
สำหรับมาตรการที่กำลังดำเนินการ กรมฯ กำลังผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ซึ่งจะให้ตำรวจ อัยการ และศาลทุกระดับสามารถยุติคดีที่มีลักษณะกลั่นแกล้งได้ทันที ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งต่อให้คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คพก.) ก่อนเสนอ ครม. ตามลำดับ โดยตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 2 ปี แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดได้
.
ในส่วนของ IO ภาคเอกชน กรมฯ กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ (NAP) ด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนฉบับที่ 3 ซึ่งครั้งนี้บรรจุเรื่อง AI และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเพิ่มเติมจากแผนฉบับก่อน ๆ โดยมีการติดตามแนวทางต่างประเทศที่กำหนดให้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อการหลอกลวงที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มด้วย
.
วิทยากรทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการแก้ปัญหา IO ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน โดยแพลตฟอร์มต้องหยุดเปิดโอกาสให้บัญชี IO ซื้อโฆษณาเพิ่มการมองเห็น ไม่สนับสนุนเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง และต้องโปร่งใสในการเปิดเผยการเปลี่ยนชื่อเพจและผู้อยู่เบื้องหลังเนื้อหา เพราะหากคนไม่เชื่อมั่นในแพลตฟอร์มก็จะเลิกใช้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อแพลตฟอร์มเองในระยะยาว
.
ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สว. และพรรคฝ่ายค้านต้องใช้อำนาจคณะกรรมาธิการเรียกคนมาให้ข้อมูลและตรวจสอบงบ IO ของรัฐอย่างจริงจัง กฎหมาย Anti-SLAPP ต้องได้รับการผลักดันโดยเร็ว และการที่ไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วม OECD จะเป็นแรงกดดันให้ต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมากขึ้น
.
ด้านภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ต้องเก็บรวบรวมหลักฐาน IO อย่างเป็นระบบ ทำวิจัย และรายงานต่อแพลตฟอร์มเพื่อให้ดำเนินการ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อและอัลกอริทึม
.
ขณะเดียวกันประเทศเล็กที่มีอำนาจต่อรองจำกัดอย่างไทยต้องรวมตัวกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มข้ามชาติให้ได้
.
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าอยากฝากอะไรถึงรัฐบาล ฐปณีย์ตอบสั้น ๆ ว่า เมื่อตนเดินหน้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตรวจสอบ IO นายกฯ กลับทักตนว่า “ครบ 32 นะ” แล้วจะคาดหวังได้แค่ไหน
.
สฤณีสรุปว่า IO ทำลายการสนทนาสาธารณะอย่างมีสติ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในยามสงคราม ทำงานโดยปกปิดตัวตน สร้างความแตกแยก และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ เสรีภาพในการพูดต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ แต่คนที่ทำ IO ปกปิดตัวตนก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย IO เหล่านี้มาจากภาษีประชาชน คนที่จ่ายเงินและรับเงินจึงต้องรับผิดชอบ
.
ชัยฤทธิ์ปิดท้ายเวทีว่า IO เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งขัดทั้งรัฐธรรมนูญ พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง ถ้ามีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอ ก็ต้องสอบสวนและดำเนินคดีต่อ ไม่มีข้อยกเว้น
.
เทวฤทธิ์ชี้ถึงกรณีในประวัติศาสตร์ที่ IO ของรัฐสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กลายเป็นใบอนุญาตให้ปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง เช่น การกล่าวหานักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่าเป็นคอมมิวนิสต์และ "ผังล้มเจ้า" ที่นำมาใช้โจมตีกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเมื่อ รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หนึ่งในผู้ปรากฏชื่อในผังได้ยื่นฟ้อง พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด (ยศขณะนั้น) ก็ยอมรับต่อหน้าศาลว่าเป็นเพียง "ผังความสัมพันธ์" เท่านั้น
.
อย่างไรก็ตาม เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่าตนไม่อยากเหมารวมทุกคนที่เห็นต่างว่าเป็น IO เพราะจะทำให้เสียงของคนกลุ่มนั้นถูกมองข้ามโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเสียหาย ยังชี้ด้วยว่า สว. ส่วนใหญ่ยังเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำนาจตรวจสอบงบประมาณของ สว. ก็จำกัดกว่า สส. จึงไม่สามารถเรียกข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐได้ลึกเท่า อีกประการรัฐไทยเข้าไปเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) จึงมีหลักที่ต้องเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งอาจจะช่วยทำให้เราสามารถไปผูกกระดิ่งที่คอแมวได้ ยิ่งกลไกการทำงานที่แยบยลขึ้นอาจไม่ได้กระทำโดยทหารโดยตรง แต่มีการจ้างเอเจนซีหรือสื่ออาชีพที่เชี่ยวชาญกว่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเพราะมักมีข้ออ้างเรื่องความมั่นคงที่จะปิดการเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ก็ต้องส่งเสียงให้ข้อจำกัดโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงนั้นไม่ควรถูกนำเป็นข้ออ้างตลอดเวลา
.
ทั้งนี้หากตีความอย่างกว้างเราล้วนถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารผ่านกลไกเชิงอุดมการณ์ของรัฐ ไม่ว่าจะโดยสถาบันการศึกษาหรือสื่อมวลชน ยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายิ่งทำให้ผลที่รัฐรดน้ำพรวนดินไว้ก็สำแดงออกมาได้ และเมื่อเกิดเหตุชายแดนใต้ก็กลายเป็นพื้นที่ๆ กระแสนั้นถูกมาใช้งาน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ก็คงต้องทำงานทางความคิดรณรงค์สาธารณะด้วย
.
เทวฤทธิ์ยังฝากถึงผู้ที่ทำ IO โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับเงินแต่ทำเพราะเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า วันหนึ่งรัฐอาจไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับคนกลุ่มนั้นตลอดไป จึงจำเป็นต้องมีสื่ออิสระที่คอยเสนอข่าวของผู้เห็นต่าง และปิดท้ายด้วยการเตือนว่าสังคมต้องระวังไม่มอบอำนาจการจัดการกับ IO ให้อยู่ในมือรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐมักใช้อำนาจนั้นกับฝ่ายตรงข้ามก่อนเสมอ
.
[ มุมมองภาครัฐ: กฎหมายยังตามไม่ทัน IO]
.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อธิบายบทบาทของหน่วยงานและความท้าทายที่เผชิญอยู่ โดยในแง่กลไกที่มีอยู่ กรมฯ สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และหากผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยก็สามารถขอให้มีการคุ้มครองพยานได้ รวมทั้งมีทนายความและกองทุนยุติธรรมพร้อมช่วยเหลือ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นออนไลน์จะอยู่ในความดูแลของกระทรวงดิจิทัลฯ และตำรวจไซเบอร์
.
ความท้าทายที่กรมฯ เผชิญมี 3 ด้านหลัก ประการแรกคือเทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย เช่น กฎหมายไทยยังไม่บังคับให้ระบุว่าเนื้อหาใดสร้างด้วย AI ขณะที่ต่างประเทศหลายแห่งกำหนดไว้แล้ว อัลกอริทึมยังเสนอเนื้อหาซ้ำ ๆ จนตอกย้ำความเชื่อของผู้ใช้งาน และหากไม่ระวังอาจนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งไทยยังไม่มีฐานความผิดด้านนี้โดยเฉพาะ ประการที่สองคือเจ้าหน้าที่รัฐมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีน้อย และการตามหาตัวผู้กระทำผิดที่อยู่ต่างประเทศทำได้ยาก ประการที่สามคือการประสานงานข้ามหน่วยงานใช้เวลานาน
.
สำหรับมาตรการที่กำลังดำเนินการ กรมฯ กำลังผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ซึ่งจะให้ตำรวจ อัยการ และศาลทุกระดับสามารถยุติคดีที่มีลักษณะกลั่นแกล้งได้ทันที ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งต่อให้คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คพก.) ก่อนเสนอ ครม. ตามลำดับ โดยตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 2 ปี แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดได้
.
ในส่วนของ IO ภาคเอกชน กรมฯ กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ (NAP) ด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนฉบับที่ 3 ซึ่งครั้งนี้บรรจุเรื่อง AI และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเพิ่มเติมจากแผนฉบับก่อน ๆ โดยมีการติดตามแนวทางต่างประเทศที่กำหนดให้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อการหลอกลวงที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มด้วย
.
[บทสรุป: ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลังกันแก้ปัญหา]
.วิทยากรทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการแก้ปัญหา IO ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน โดยแพลตฟอร์มต้องหยุดเปิดโอกาสให้บัญชี IO ซื้อโฆษณาเพิ่มการมองเห็น ไม่สนับสนุนเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง และต้องโปร่งใสในการเปิดเผยการเปลี่ยนชื่อเพจและผู้อยู่เบื้องหลังเนื้อหา เพราะหากคนไม่เชื่อมั่นในแพลตฟอร์มก็จะเลิกใช้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อแพลตฟอร์มเองในระยะยาว
.
ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สว. และพรรคฝ่ายค้านต้องใช้อำนาจคณะกรรมาธิการเรียกคนมาให้ข้อมูลและตรวจสอบงบ IO ของรัฐอย่างจริงจัง กฎหมาย Anti-SLAPP ต้องได้รับการผลักดันโดยเร็ว และการที่ไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วม OECD จะเป็นแรงกดดันให้ต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมากขึ้น
.
ด้านภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ต้องเก็บรวบรวมหลักฐาน IO อย่างเป็นระบบ ทำวิจัย และรายงานต่อแพลตฟอร์มเพื่อให้ดำเนินการ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อและอัลกอริทึม
.
ขณะเดียวกันประเทศเล็กที่มีอำนาจต่อรองจำกัดอย่างไทยต้องรวมตัวกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มข้ามชาติให้ได้
.
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าอยากฝากอะไรถึงรัฐบาล ฐปณีย์ตอบสั้น ๆ ว่า เมื่อตนเดินหน้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตรวจสอบ IO นายกฯ กลับทักตนว่า “ครบ 32 นะ” แล้วจะคาดหวังได้แค่ไหน
.
สฤณีสรุปว่า IO ทำลายการสนทนาสาธารณะอย่างมีสติ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในยามสงคราม ทำงานโดยปกปิดตัวตน สร้างความแตกแยก และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ เสรีภาพในการพูดต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ แต่คนที่ทำ IO ปกปิดตัวตนก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย IO เหล่านี้มาจากภาษีประชาชน คนที่จ่ายเงินและรับเงินจึงต้องรับผิดชอบ
.
ชัยฤทธิ์ปิดท้ายเวทีว่า IO เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งขัดทั้งรัฐธรรมนูญ พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง ถ้ามีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอ ก็ต้องสอบสวนและดำเนินคดีต่อ ไม่มีข้อยกเว้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น