กลุ่มศึกษาฯ ถกความพร้อมไทยก่อนเข้า OECD และ FTA ไทย-EU กังวลธุรกิจฟอกเขียว ร้องรัฐเลิกอุ้มทุนผูกขาด-เร่งปฏิรูปสิทธิแรงงาน
เมื่อวานนี้ (8 พฤษภาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา กลุ่มศึกษาในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเสวนาในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานและชุมชน เงื่อนไขกลไกที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD และ FTA ไทย-EU” โดยมีเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและโฆษกกรรมาธิการฯเป็นผู้ดำเนินรายการ
.
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่ออธิบายความจำเป็นที่ประเทศไทยกำลังวางแผนเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต วิทยากรร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน สุธารี วรรณศิริ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานชุมชน ภูมิภาคเอเชีย องค์กร Accountability Counsel และมนูญ วงษ์มะเซาะห์ หัวหน้าทีมรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน องค์กรกรีนพีซ ประเทศไทย
.
สุธารี เปิดเผยว่าประเทศไทยได้ยื่นความจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD มาแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งปัจจุบันองค์กรนี้มีสมาชิก 38 ประเทศและยังไม่มีประเทศใดในภูมิภาคอุษาคเนย์เข้าร่วมเลย หากไทยจะเป็นสมาชิกจะต้องปรับปรุงกรอบกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้ตรงกับมาตรฐานของ OECD ทั้งในเรื่องภาษีอากร การต่อต้านการรับสินบน ความโปร่งใส และการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยธุรกิจจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตามแนวปฏิบัติของ OECD
.
เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือไทยต้องจัดตั้งกลไกประสานรับเรื่องร้องเรียนระดับชาติ (National Contact Points: NCPs) เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากชุมชนต่อบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน รูปแบบกลไก NCPs ที่เข้มแข็งที่สุดคือการให้หลายภาคส่วน ทั้งรัฐ ธุรกิจ แรงงาน และภาคประชาสังคม ร่วมกันกำกับดูแลและดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ แม้ว่ากระบวนการของ NCPs จะรวดเร็วและประหยัดกว่าการฟ้องร้องเป็นคดีความ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือเป็นกระบวนการโดยสมัครใจที่ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และอาจต้องใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 2-3 ปีอยู่ดี นอกจากนี้ OECD จะมีการตั้งคณะกรรมการ 25 คณะมาประเมินความพร้อมของไทย ซึ่งภาคประชาสังคมสามารถส่งข้อมูลช่องว่างทางกฎหมาย แนวปฏิบัติไปให้คณะทำงานพิจารณาได้อีกทาง
.
ด้านมนูญ ชี้ให้เห็นถึงการเข้า OECD ของไทยต้องปรับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความทับซ้อนและเป็นกลไกที่อ่อนแอและไม่สอดคล้องกับมาตราฐานของ OECD โดยระบุว่ารายงานจากผู้เชี่ยวชาญ Peer review บริษัทไทยเพียงร้อยละ 5 กลับควบคุมรายได้มากกว่าร้อยละ 85 ของเศรษฐกิจเกือบทั้งประเทศโดยเฉพาะพลังงาน ปัญหาการทุจริตในไทยตามมุมมองของ OECD ไม่ได้มีแค่การติดสินบนอีกต่อไป แต่ถึงขั้นการทุจริตเชิงนโยบายที่กลุ่มทุนเข้าไปวิ่งเต้นออกกฎหมาย เช่น การออก พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) และ ร่าง พ.ร.บ. SEC (ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้) เพื่อละเว้นการบังคับใช้กฎหมายปกติ นอกจากนี้ข้อมูลจากการประเมินคณะผู้เชี่ยวชาญ OECD ในรายงานภาพรวมสถานการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลของประเทศไทย ปี 2569 ระบุว่ามาตราการป้องกันการวิ่งเต้น (Lobbying) ที่ดำเนินการได้ตามเกณฑ์เพียงร้อยละ 20 ในด้าน “กฎระเบียบ” และร้อยละ 0 ในด้าน “การปฏิบัติจริง” เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่อยู่ที่ร้อยละ 43 และร้อยละ 38 ตามลำดับ ในขณะที่ ขณะที่กฎหมายป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนสามารถปฏิบัติจริงได้เพียงร้อยละ 11 ในระดับค่าเฉลี่ยมาตราฐานของ OECD อย่างน้อยร้อยละ 45 ตามลำดับยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก็มีความบิดเบี้ยว เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้จัดทำรายชื่อบริษัทที่รับจ้างประเมินแล้วให้บริษัทเจ้าของโครงการไปจ้างทำรายงาน ทำให้ผลมักจะผ่านเสมอตามใจผู้จ้าง
.
มนูญยังแสดงความกังวลต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจมีการฟอกเขียวเชิงโครงสร้างมากขึ้น ง เช่น ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจ การสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฟอสซิล (ก๊าซธรรมชาติ) ที่อ้างว่าเป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่าน การตั้งศูนย์ข้อมูล (data center) ที่ใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมหาศาล ไปจนถึงการซื้อป่าเพื่อชดเชยคาร์บอนเครดิต (carbon offset) ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง
มนูญทิ้งท้ายว่า “สุดท้ายนี้กฎหมายสำคัญในตอนนี้ที่รัฐบาลไม่อาจละเลยได้เลยหากมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจในด้านการขยายตัวอุตสาหกรรมและต้องการเข้า OECD คือกฎหมาย PRTR ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรฐานการรายงานการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารอันตรายภายในประเทศเท่านั้น แต่คือมาตฐานสากลด้านธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อมและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง โดย OECD ระบุว่า PRTR เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความโปร่งใส (Transparency) และ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน”
.
ขณะที่ ศักดินา กล่าวถึงความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกสหภาพแรงงานเพียงร้อยละ 1.3 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่มีแรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเฉลี่ยที่ร้อยละ 66 หรือราวสองในสามของกำลังแรงงานทั้งหมด ความอ่อนแอนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการให้อำนาจสหภาพขนาดเล็กและใหญ่พอ ๆ กัน ในกลไกไตรภาคี จึงมีการตั้งสหภาพขนาดเล็กออกมาเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในกลไกไตรภาคี มีสภาองค์กรลูกจ้างมากถึง 27 แห่งทำให้อำนาจต่อรองขาดเอกภาพ กฎหมายแรงงานก็แบ่งแยกแรงงานออกเป็นหลายประเภทจนรวมตัวกันไม่ติด ผนวกกับวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยม อิทธิพลของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ และการอยู่ภายใต้เผด็จการยาวนาน
.
ปัญหาสำคัญคือรัฐไทยไม่ยอมให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน) และ 98 (สิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง) อย่างครบถ้วน โดยมักอ้างเรื่องภัยความมั่นคงจากแรงงานข้ามชาติ หรือต้องการลงนามเพียงฉบับที่ 98 ก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วต้องลงนามคู่กันเพื่อให้เกิดสิทธิการรวมตัวและสิทธิการต่อรองอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาการให้สัตยาบันเคยเข้าใกล้ความจริงที่สุดในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผ่าน ครม. แล้วและเตรียมให้รัฐสภาพิจารณาแต่ก็ถอนออกไป และสมัยพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีการตั้งคณะทำงานศึกษาอีกครั้ง แต่ก็ต้องเงียบหายไปเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล
.
ศักดินาเสนอว่าภาคประชาชนควรใช้โอกาสที่รัฐบาลต้องการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และทำ FTA กับ EU ซึ่งมีเสาหลักด้านสังคมและสิทธิแรงงานที่เข้มงวด ให้เป็นเครื่องมือเรียกร้องให้รัฐยอมให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 87/98 ปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้ทันสมัย และใช้เวทีนี้ในการชี้แจงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนรวมถึงปัญหานักโทษทางการเมืองให้ต่างชาติได้รับรู้เพื่อเป็นแรงสนับสนุนการต่อสู้เรียกร้องภายในประเทศ ทำให้รัฐเห็นว่าการปรับปรุงมาตรฐานแรงงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปการเมือง คือเงื่อนไขที่จะทำ พวกเขาประสบความสำเร็จบนโต๊ะการเจรจากับนานาประเทศ
.
ภายในวงเสวนายังมีเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมอย่างหลากหลาย โดยผู้ร่วมกลุ่มศึกษาได้กล่าวเตือนถึงการโฆษณาชวนเชื่อจากภาคธุรกิจเพื่อฟอกเขียวโครงการของตน และกระแสการต่อต้านศูนย์ข้อมูลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศ ซึ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหามาก่อนไทย พร้อมยกตัวอย่างความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน 3F ในเดนมาร์กที่สามารถต่อรองได้ดีจนไม่ต้องพึ่งกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ ด้านประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการมีอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้า OECD หรือไม่ ขณะที่เครือข่าย ETOs Watch ได้เสนอให้ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบกลไก NCPs ของไทย เพื่อมอบอำนาจให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงเสือกระดาษที่ทำหน้าที่แค่ไกล่เกลี่ย
.
ในช่วงท้ายของการเสวนาวิทยากรทั้ง 3 ได้ฝากข้อคิดและบทสรุปส่งท้ายที่สำคัญ ศักดินา เน้นย้ำว่าภาคประชาชนต้องหันมาพูดคุยกันให้มากขึ้นและรวมตัวกันทำข้อเสนอที่ชัดเจนเพื่อผลักดันการยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะปัจจุบันอำนาจไปกระจุกตัวอยู่ที่นักการเมืองและนายทุน ประชาชนจะปล่อยให้ข้าราชการดำเนินการกันไปตามลำพังไม่ได้ ต้องส่งเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้รัฐรับฟัง
.
ทางด้านมนูญกล่าวเสริมว่าประชาชนในระดับชุมชนยังคงไม่เข้าใจและมองไม่เห็นภาพว่าการเข้า OECD จะส่งผลได้หรือเสียต่อพวกเขาอย่างไร ภาคประชาสังคมและภาครัฐจึงต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย พร้อมเตือนให้ระวังการฟอกเขียวโดยภาคธุรกิจ และย้ำว่านโยบายเศรษฐกิจสีเขียวจะต้องสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เฉพาะคนรวยเท่านั้น
.
ส่วนสุธารีกล่าวปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเข้า OECD และ FTA ในปัจจุบันถูกผลักดันโดยภาครัฐและฝ่ายการเมืองเป็นหลัก รัฐบาลจึงควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลว่ามีกฎหมายใดบ้างที่ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบและเสนอความเห็นได้ว่ากฎหมายเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างไรบ้าง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น