ปมรถไฟชนรถเมล์เป็นปัญหาเชิงระบบ ต้องแก้คนรถไฟขาด-ดันบัสเลนให้ความสำคัญรถสาธารณะ
วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา กรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก - ดินแดงเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ผมได้ร่วมอภิปรายโดยแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบที่ซ่อนอยู่ มากกว่าการมุ่งหาตัวผู้กระทำผิดเพียงอย่างเดียว
.
ผมได้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพนักงานขับรถไฟในกรณีที่อธิบดีกรมการขนส่งทางรางระบุว่าพนักงานขับรถขบวนดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตและสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ โดยชี้แจงว่า พรบ. การขนส่งทางรางเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านตามบทเฉพาะกาล ปัจจุบันมีพนักงานยื่นขอใบอนุญาตไปแล้ว 951 คนแต่เพิ่งได้รับอนุมัติเพียง 208 คน ดังนั้นการอ้างเหตุผลเรื่องใบอนุญาตจึงไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะพนักงานอีกกว่า 700 คนล้วนเป็นผู้ปฏิบัติงานเดิมมาตั้งแต่ก่อนกฎหมายบังคับใช้ สิ่งที่หน่วยงานรัฐควรทำคือการเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น
.
นอกจากนี้ผมยังชี้ให้เห็นว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เปรียบเสมือน "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ที่สะท้อนถึงวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรของการรถไฟฯ ซึ่งปัจจุบันมีอัตรากำลังพนักงานขับรถเพียง 951 คนจากที่ควรมีถึง 1,258 คน ทำให้พนักงานต้องแบกรับภาระงานหนักและอาจมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ ได้เคยเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหลายยุคสมัยให้เร่งเพิ่มกำลังคนให้สอดคล้องกับปริมาณงานเพื่อป้องกันความสูญเสียทีอาจเกิดขึ้นได้
.
ในประเด็นด้านการจราจร ผมตั้งข้อสังเกตจากภาพเหตุการณ์ว่าสภาพการจราจรในจุดเกิดเหตุมีความติดขัดอย่างหนัก รถยนต์ส่วนบุคคลต่างเร่งรีบและเลี้ยวมาบังช่องทางของรถเมล์จนเกิดการกีดขวาง จึงเสนอแนะให้ภาครัฐทบทวนนโยบายจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ให้กับรถโดยสารสาธารณะเป็นอันดับแรก เนื่องจากรถเมล์ขนส่งผู้โดยสารได้คราวละจำนวนมากและใช้พื้นที่ถนนน้อยกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล
.
ผมเสนอทิ้งท้ายว่ารัฐบาลควรผลักดันการทำช่องทางพิเศษสำหรับรถโดยสาร (Bus Lane) อย่างจริงจัง แม้ในระยะแรกอาจถูกต่อต้านหรือทำให้รถติดมากขึ้นเนื่องจากประชาชนยังคุ้นชินกับการใช้รถส่วนตัว แต่ในระยะยาวหากรถสาธารณะสามารถทำเวลาได้ดีและคล่องตัวกว่า พฤติกรรมของประชาชนจะค่อย ๆ เปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในได้อย่างยั่งยืน จึงฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาและไม่ควรล้มเลิกโครงการเพียงเพราะมีข้อร้องเรียนในช่วงเริ่มต้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น