เลือดและน้ำตาในป่าสแกนดิเนเวีย: เมื่อแรงงานถูกค้ามนุษย์ รัฐลอยแพ และการใช้กฎหมายปิดปาก
ความฝันที่จะได้จับเงินแสนกลับมาพลิกชีวิตและซื้อไร่ซื้อนาที่บ้านเกิด กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ทำให้แรงงานไทยหลายคนต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน และเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว นี่คือโศกนาฏกรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความหอมหวานของผลเบอร์รีป่าในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ ซึ่งถูกนำมาตีแผ่ผ่านวงเสวนา “เมื่อแรงงานเก็บเบอร์รีป่าถูกค้ามนุษย์” ประกอบการฉายสารคดี “Blood Berries | หมากไม้” เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan ซึ่งทีมงานสมาชิกวุฒิสภา เทวฤทธิ์ มณีฉาย ได้มีโอกาสเข้าร่วมด้วย
.
[ บทเรียนราคาแพงและการถูกริบอิสรภาพ ]
.จุฑามาศ ศรีสงคราม อดีตแรงงานเก็บเบอร์รีในสวีเดน สะท้อนภาพบาดแผลว่า แรงงานจำนวนมากถูกหลอกลวงด้วยคำโฆษณาสวยหรูจากนายหน้าและญาติที่เคยไปมาก่อน โดยปกปิดความจริงอันโหดร้าย แต่เมื่อไปถึงพื้นที่แล้วแรงงานต้องเผชิญความยากลำบาก ถูกหักค่าใช้จ่ายสารพัด และถูกกระทำในลักษณะที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ นั่นคือการถูกยึดหนังสือเดินทาง โดยนายหน้าอ้างว่าจะนำไปเก็บรักษาไว้ให้เพื่อป้องกันการสูญหาย และให้แรงงานเก็บไว้เพียงฉบับถ่ายเอกสารเท่านั้น ทำให้แรงงานหมดหนทางต่อรองและหลบหนีเพราะไม่มีเงินติดตัว แม้จะป่วยจนทำงานไม่ได้แล้วก็ไม่อาจกลับไทยก่อนได้
.
เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยแทนที่จะได้เงินก้อนตามสัญญา แรงงานหลายคนได้เงินติดตัวกลับมาเพียงคนละหนึ่งพันบาท ไม่พอค่ารถกลับภูมิลำเนา ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อประทังชีวิต บางรายถึงขั้นถูกยึดบ้านขายทอดตลาดเพราะทนรอการชดเชยไม่ไหว ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีนับจากปี 2565 จุฑามาศเดินหน้าร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่ง แต่กลับได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินเพียง 3,000 บาทจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เท่านั้น
.
[ สัญญาทาสซ้อนทับ และความบกพร่องเชิงโครงสร้างของรัฐ ]
.ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพังทลายของระบบ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ในฐานะอดีต สส. ที่ติดตามปัญหานี้ ขยายภาพให้เห็นความฉ้อฉลของกระบวนการส่งแรงงานไปสวีเดน โดยพบว่ามีการทำสัญญา 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อใช้ยื่นขอวีซ่าจากสถานทูต แต่อีกฉบับที่บังคับใช้จริงกลับเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ประเทศฟินแลนด์มีกฎหมายอนุญาตให้คนเข้าไปเก็บผลไม้ป่าได้โดยเสรี จึงมีช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อส่งแรงงานไปเก็บเบอร์รีโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว ทำให้แรงงานอยู่ในสถานะไร้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและถูกนายหน้าเอาเปรียบ รวมถึงมีข้อกังวลเรื่องการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในฟินแลนด์ด้วย
.
สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือบทบาทของรัฐไทย บริษัทนายหน้ามีการตั้งโต๊ะรับสมัครโดยอ้างชื่อกระทรวงแรงงาน และภาครัฐเองก็เป็นผู้จัดการอบรมให้แรงงานนับพันคน แต่เมื่อเกิดปัญหากระทรวงแรงงานกลับปฏิเสธความรับผิดชอบ ปล่อยให้แรงงานเซ็นสัญญาที่ซับซ้อนโดยไม่มีการคุ้มครอง
.
[ การใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) และการลอยนวลพ้นผิด ]
.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record และผู้กำกับสารคดี สะท้อนถึงคดีค้ามนุษย์ข้ามชาติขบวนการนี้ว่ามีขนาดใหญ่และฝังรากลึก พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากการรวบรวมกว่า 20 ปี พบว่ามีผู้เสียหายสูงถึงกว่า 1 แสนคน แต่มีผู้กล้าออกมาลงทะเบียนเป็นผู้เสียหายเพียง 4 พันคนเท่านั้น
.
เมื่อปัญหานี้ถูกขุดคุ้ย ขบวนการผู้เสียผลประโยชน์ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อสร้างความหวาดกลัว หทัยรัตน์เคยถูกสุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว. แรงงาน ฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 50 ล้านบาทก่อนจะถอนฟ้องหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ผู้อำนวยการสร้างสารคดี ถูกฟ้อง 1 ล้านบาทและยังไม่ถอนฟ้อง
.
ยิ่งไปกว่านั้นกรรมการสหภาพแรงงานและบุคคลสาธารณะที่ออกมาพูดเรื่องนี้ต่างก็ถูกฟ้องร้องถ้วนหน้า ในด้านคดีความของรัฐไทยแม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะรับคดีและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการมานานกว่า 2 ปี แต่คดีกลับหยุดชะงัก ท่ามกลางความกังวลว่าผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปัจจุบันมีอำนาจในรัฐบาลอาจหลุดพ้นคดี
.
[ ทางออกและการรวมพลังต่อรอง ]
.ท่ามกลางความสิ้นหวัง การลุกขึ้นสู้ของกลุ่มแรงงานจนเกิดเป็น "สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย" ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอำนาจต่อรอง ทว่าทางออกที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการรื้อโครงสร้างความรับผิดชอบของภาครัฐ วงเสวนาเสนอว่าภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานจะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามีส่วนรับรู้และถึงขั้นจัดการอบรมให้แรงงานหลายพันคน ดังนั้นรัฐต้องเข้ามามีบทบาทกำกับดูแลและต้องเป็นผู้ลงนามกำกับในสัญญาจ้างอย่างรัดกุม เพื่อให้กระทรวงแรงงานต้องร่วมรับผิดชอบหากเกิดการเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่ปล่อยให้แรงงานที่ไม่เข้าใจรายละเอียดของสัญญาอันซับซ้อนต้องจำยอมเซ็นชื่อและเผชิญความเสี่ยงเพียงลำพัง
.
ในมิติของกระบวนการยุติธรรม การเอาผิดขบวนการค้ามนุษย์ต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด กลไกของรัฐต้องเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ โดยเฉพาะหากมีนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในปัจจุบันเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการลอยนวลพ้นผิด นอกจากนี้รัฐต้องดำเนินการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บริษัทและนายหน้าที่มีพฤติกรรมหลอกลวงอย่างจริงจัง ตลอดจนสาวความรับผิดชอบไปถึงเครือข่ายญาติพี่น้องหรือคนในพื้นที่ ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าคอยชักชวนและหลอกลวงคนในชุมชนเดียวกันไปสู่วงจรการขูดรีด
.
สำหรับการป้องกันปัญหาในระยะยาว ภาควิชาการได้เสนอให้มีการผลักดันการส่งแรงงานไทยไปทำงานแบบข้อตกลง "รัฐต่อรัฐ" (G2G) เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน แม้ในปัจจุบันทางการฟินแลนด์จะระบุว่ารัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้รัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการผลไม้ป่าซึ่งเป็นเรื่องของเอกชนได้ แต่ภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยธัมปะเร่ (Tampere University) ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลของไทย ก็พยายามเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้วยการช่วยตรวจสอบสัญญาจ้างให้กับแรงงานไทย ซึ่งข้อเสนอระดับ G2G นี้ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐไทยต้องใช้ความพยายามทางการทูตเพื่อปกป้องพลเมืองของตนเอง
.
ท้ายที่สุด ฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ข้อเสนอทั้งหมดคือพลังของการตรวจสอบจากภาคประชาชนและสื่อมวลชน วงเสวนาเรียกร้องให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนในประเด็นนี้ให้มากขึ้น เพื่อขุดคุ้ย ตีแผ่ความจริง และสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล การส่งเสียงให้ดังและช่วยกันจับตากระบวนการยุติธรรมอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับช่วงต่อมาจากตำรวจฟินแลนด์ หรือคดีที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. คือหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้คดีค้ามนุษย์ข้ามชาติที่พรากชีวิต ทรัพย์สิน และหยาดเหงื่อของคนเล็กคนน้อย ต้องเงียบหายไปตามกาลเวลา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น