เสียงไม่เงียบจากผู้ถูกฟ้องปิดปาก: วิกฤตการใช้กฎหมายคุกคามประชาชนและนักสิทธิมนุษยชนในไทย

 

วานนี้ (23 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00-12.00 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เสียงไม่เงียบของผู้ถูกฟ้องปิดปาก” ภายใต้งานสัมมนา “Anti-SLAPPs: ยุติธรรมที่หล่นหาย หยุดใช้กฎหมายปิดปาก” ดำเนินรายการโดย จีรนุช เปรมชัยพร จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) เพื่อสะท้อนปัญหาการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPP) หรือการฟ้องปิดปาก ซึ่งกำลังเป็นอุปสรรคสำคัญในการสืบสวนสอบสวนและการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะในสังคมไทย
.

[เปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์แรงงานเบอร์รี่ป่า และการฟ้องร้องสื่อมวลชน]

.
โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด เปิดเผยถึงประสบการณ์ถูกฟ้องปิดปากจากการติดตามข่าวขบวนการค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งมีผู้เสียหายถูกหลอกไปทำงานและเดือดร้อนมานานกว่า 15 ปีเป็นจำนวนมาก โดยสำนวนฟ้องของ DSI ที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. มีการกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงาน ขณะที่ในฟินแลนด์มีการพิพากษาลงโทษบุคคลทางการเมืองระดับสูง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเบอร์รี่ และนายหน้าชาวไทยไปแล้ว
.
โกวิทระบุว่าตนถูกสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฟ้องหมิ่นประมาทที่ศาลจังหวัดชลบุรี เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาทจากการแชร์โพสต์ของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารเดอะอีสานเรคคอร์ค และเขียนข้อความอธิบายเพิ่ม ซึ่งหทัยรัตน์ก็ถูกฟ้องที่ศาลอาญาแต่ถอนฟ้องในภายหลัง โดยสุชาติยื่นเงื่อนไขว่าจะถอนฟ้องหากตนยอมขอโทษแต่ตนปฏิเสธ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าเฉพาะที่ศาลจังหวัดชลบุรี สุชาติได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทไปแล้วถึง 16 คดี
.
ด้านอรนุช ผลภิญโญ กรรมการฝ่ายจัดการศึกษาสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขบวนการค้ามนุษย์นี้มีการออกวีซ่าสูงถึง 1.2 แสนครั้ง โดยบริษัทที่ส่งคนไปทำงานที่สวีเดนได้ฟ้องแรงงาน 20 คนที่ออกมาเรียกร้อง แต่ศาลจังหวัดมหาสารคามให้แรงงานชนะคดี นอกจากนี้ยังมีกรณีแรงงานถูกเอกชนฉ้อโกงเงินหวังไปสวิตเซอร์แลนด์แต่ไม่ได้ไป ซึ่งมีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องและฟ้องร้องแรงงาน 38 คนรวมถึงตัวเธอเอง ทำให้ต้องเดินทางไป-กลับระหว่างอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ถึงอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเวลากว่า 8 ชั่วโมงเพียงเพื่อเซ็นชื่อรับทราบ
.

[ผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์แฉระบบเลือกตั้ง-ข้อมูลรัฐรั่วไหล เจอกระหน่ำฟ้อง 4 รอบ]

.
ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ โปรแกรมเมอร์และผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ เปิดเผยว่าตนถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งข้อหาอั้งยี่และข้อหาอื่น ๆ ร่วมกับพวกรวม 6 คน หลังจากโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูที่อาจทำให้รู้ตัวผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดต่อหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ แม้ต่อมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ กกต. จะยอมรับว่าสืบค้นตัวได้จริงแต่จะรักษาความลับก็ตาม
.
ธนารัตน์ยังตรวจพบการรั่วไหลของข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52.9 ล้านคนในกลุ่ม Discord ซื้อขายข้อมูล รวมถึงข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมที่สามารถนำข้อมูลของนายกรัฐมนตรีไปสมัครได้ ตนจึงถูกกรมการปกครองฟ้องร้องและถูกทนายความของสุชาติ ซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของ กกต. ฟ้องหมิ่นประมาทหลังจากตนตั้งคำถามเรื่องคดีเรียกรับสินบนเลือกตั้งของพยานคนดังกล่าว ปัจจุบันธนารัตน์ถูกฟ้องรวม 4 คดีจาก 3 หน่วยงานและ 1 บุคคล โดย กกต. ฟ้องถึง 6 ข้อหา เช่น นำเข้าข้อมูลเท็จ แอบเข้าถึงข้อมูล และเปิดเผยเอกสารราชการ
.
นอกจากนี้ธนารัตน์ยังระบุถึงปัญหาระบบความมั่นคงที่ข้อมูลผู้ให้บริการโทรศัพท์รั่วไหลจนรู้พิกัดอินเทอร์เน็ตและแพ็กเกจลับของนายกฯ ซึ่งเมื่อตนแจ้งไปทางผู้ให้บริการก็ได้ติดต่อมาในทางลับเพื่อจ้างเป็นที่ปรึกษา แต่ตนปฏิเสธเพราะเกรงจะถูกครหาว่าเรียกรับผลประโยชน์ ปัจจุบันช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว ส่งผลให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงอย่างมาก
.

[ประชาชนกลุ่ม "นับใหม่ชลบุรี" และชาวบ้านปราจีนบุรี ทุกข์หนักหลังถูกคดีปิดปาก]

.
กนกวรรณ สร้อยสน จากกลุ่มนับใหม่ชลบุรี เล่าว่าตนเป็นเพียงประชาชนที่ไปขอตรวจสอบหีบเลือกตั้งที่ไม่อยู่ในสภาพดี แต่กลับถูกผู้อำนวยการ กกต. จังหวัดชลบุรีแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกร่วมกับชาวบ้านรวม 3 คนทั้งที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ส่งผลกระทบต่อจิตใจจนต้องเก็บตัวอยู่พักหนึ่ง
.
ขณะที่สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง ถ่ายทอดความเดือดร้อนของชาวบ้านจากการปล่อยกลิ่นเหม็นและน้ำเสียแสนลิตรของบ่อฝังกลบขยะและโรงงานรีไซเคิลขยะ หลังจากร่วมกันลงชื่อ 900 คนเพื่อร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด สุเมธกลับถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาทที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี และถูกฟ้องที่ศาลอาญารัชดาซ้ำ ซึ่งต่อมาโจทก์ถอนฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้เอาป้ายโจมตีลง ล่าสุดยังถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มที่เขตบางซื่อ และถูก สส. ฟ้องร้องเนื่องจากไปตรวจสอบทุนจีนเถื่อนแล้วพบชื่อนักการเมืองและรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง ซ้ำยังเคยถูกตำรวจภูธรภาค 2 นามสกุลเดียวกับนักการเมืองเข้าตรวจค้นบ้าน
.
สุเมธยังระบุว่าการฟ้องปิดปากทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวจนเงียบกันหมด บางกรณีชาวบ้านอายุ 80 ปีถูกนายกเทศมนตรีฟ้องจนต้องยอมกราบไหว้และขึ้นป้ายขอโทษ 12 ในหมู่บ้านเพื่อแลกกับการถอนคดี
.

[ศูนย์ทนายฯ เผยกลไกกฎหมายเอื้อการกลั่นแกล้ง ฟ้องข้ามจังหวัดสร้างภาระประชาชน]

.
วัลยนภัส เจนรวมจิต ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มองว่าคดี SLAPP ไม่ใช่แค่การ "ปิดปาก" แต่คือการ "ตบปาก" ประชาชน สร้างภาระทางเวลา ค่าใช้จ่าย และทำลายสภาพจิตใจอย่างรุนแรงเนื่องจากจำเลยต้องเดินทางไปรายงานตัวในพื้นที่ห่างไกลและต้องติดคุกใต้ถุนศาลเพื่อรอลุ้นประกันตัว ปัญหาสำคัญเกิดจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 ที่เปิดช่องให้แจ้งความที่ใดก็ได้
.
ตัวอย่างเช่น กรณีของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้สัมภาษณ์ว่าได้ฟ้องประชาชนที่ไปคอมเมนต์หรือแชร์โพสต์วิจารณ์ตนเองรวมกว่า 600 คดีที่จังหวัดพะเยา ซึ่งศูนย์ทนายฯ รับดูแล 6 คดี ปัจจุบันถอนฟ้องไปแล้ว 5 คดี โดยทนายของธรรมนัสยื่นเงื่อนไขให้ลบโพสต์และห้ามพูดถึงกันอีก
.
ส่วนผู้ที่ไม่ยอมความคือสุภาภรณ์ โพธิ์ศรี ซึ่งยืนยันจะสู้คดีต่อและต้องเดินทางไปจังหวัดพะเยาตามหมายเรียกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 สุภาภรณ์ระบุว่าตนพูดความจริงเรื่องคำสั่งจำคุก 2 ปีจากศาลออสเตรเลีย และบางคนแค่พูดคำว่า “แป้ง” ก็โดนคดี
.
นอกจากนี้ยังพบกรณีการฟ้องปิดปากข้ามชาติ โดยพสธร อ่อนนิ่ม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าถึงคดีของ Murray Hunter สื่อมวลชนชาวออสเตรเลียที่เขียนบทความวิจารณ์คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียมาเลเซีย (MCMC) ทาง MCMC จึงได้ให้คนมาเลเซียมาแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทในไทย ทำให้ Murray ถูกยึดหนังสือเดินทางและต้องสู้คดีในไทยนานกว่า 6 เดือน โดย MCMC พยายามใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยบีบให้ขอโทษและเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1 ล้านริงกิต (ประมาณ 8 ล้านบาท) ก่อนจะยอมถอนฟ้องเมื่อจำเลยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขลบข้อความ
.

[ความมั่นคง และการจำกัดสิทธิชุมชนแผ่นดินเกิด]

.
ในพื้นที่ภาคใต้ ฮากิม พงตีกอ ตัวแทนจากพื้นที่เปิดเผยว่านอกจากคดีชุดมลายูแล้ว ฝ่ายความมั่นคงและ กอ.รมน. มักใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องประชาชนและนักข่าวที่จัดงานเสวนา โดยอ้างว่าหากไม่ฟ้องจะผิดมาตรา 157 เสียเอง อีกทั้งผู้ถูกฟ้องยังถูกขึ้นบัญชีดำทำให้เดินทางไปมาเลเซียไม่ได้และถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โจมตี
.
ขณะที่วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ระบุว่านอกเหนือจากกฎหมายหมิ่นประมาทแล้ว รัฐยังใช้ พรบ. การชุมนุมสาธารณะฯ มาจำกัดเสรีภาพ เช่น กรณีกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ที่ถูกฟ้องจากการชุมนุมใกล้ทำเนียบรัฐบาล วีรวัฒน์เสนอว่า ควรปฏิรูประบบ ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 ให้ครอบคลุมคดีที่อัยการสั่งฟ้องด้วย เพราะปัจจุบันมาตรานี้ใช้ได้เฉพาะราษฎรฟ้องกันเอง และอัยการมักส่งฟ้องศาลทั้งหมดโดยไม่ใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้อง
.
ด้านสลวย หาญทะเล ตัวแทนชาวเลอูรักลาโว้ย ชุมชนเกาะหลีเป๊ะ เปิดเผยว่าชาวบ้านกำลังถูกนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐรังแก โดยในปี 2568 มีชาวบ้าน 4 คนถูกฟ้องดำเนินคดีจากการรวมตัวคัดค้านและขอตรวจสอบการไล่รื้อพื้นที่โรงเรียน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ขัดขวางและอ้างว่าชาวบ้านทำผิดกฎหมาย ชาวบ้านจึงขอเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?