มนุษย์แรงงาน #4: บาดแผลหลังเคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อ และความหวังถึงการจัดตั้ง ‘สหภาพ’
ช่วงบ่ายของสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนพฤษภาคมอันเป็นเดือนแห่งวันแรงงานสากล เราได้มีโอกาสพบกับชายหนุ่มผู้เป็นพนักงานในเครือร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ของประเทศไทย
.
เรานั่งคุยกันในวันพักจากการทำงานที่ยืดเยื้อของเขาซึ่งเป็น "ผู้ช่วยผู้จัดการ" ร้านสะดวกซื้อสาขาหนึ่ง แม้ต้องแบกรับภาระงานราวกับเป็นเจ้าของกิจการแต่กลับได้รับค่าตอบแทนที่แทบไม่พอประทังชีวิต และนี่คือเรื่องราวที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมของอุตสาหกรรมค้าปลีกยักษ์ใหญ่
.
"ลักษณะงานเหมือนเราถูกให้เป็นเจ้าของร้าน ทำทุกอย่างตั้งแต่ตรวจสอบคุณภาพสินค้า นับเงิน ตรวจงานน้อง คิดเงิน ชงกาแฟ ทำข้าว รับสินค้า มันหลายหน้าที่มาก" เขาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ "ถ้าตรงไหนไม่ทันเราก็ต้องไปซัพพอร์ตน้องพนักงานคนอื่น บางทีเจอลูกค้าไม่พอใจโทรตำหนิบริษัท พอเรื่องรับเข้าระบบความลำบากก็ตกที่พนักงานต้องมาคอยแก้ปัญหา บางทีโดนเรียกประชุมนอกเวลางานก็มี"
.
โครงสร้างที่บีบรัดไม่ได้เรียกร้องแค่เวลาแต่ยังขูดรีดเอาหยาดเหงื่อและสุขภาพของคนทำงาน ระบบบังคับให้พนักงานเป็นฟันเฟืองที่ห้ามหยุดพัก และเมื่อร่างกายพังทลายก็ไม่มีสวัสดิการใดมารองรับ
.
"การทำงานส่งผลกระทบทั้งทางกายและทางใจ สุขภาพพนักงานนี่สำคัญมาก บางทีลูกค้าสั่งน้ำเปล่าเป็นแพ็ค ๆ ไรเดอร์มารับ พนักงานก็ต้องเป็นคนแบกน้ำไปส่งให้เขาหน้าร้าน ถ้าไม่มีอะไรมาเซฟตี้ หรือมาจำกัดออเดอร์ พนักงานก็เสียสุขภาพ ถึงขั้นกล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกมีปัญหา" เขาสะท้อนภาพการใช้แรงงานที่เกินขอบเขต "เรื่องคุณภาพการนอนก็แย่ บางคนทำงานกะดึก เข้างานสี่ทุ่มแต่เลิกงานสิบเอ็ดโมงเที่ยงวัน มันเกินขีดจำกัดของร่างกายไปมาก ร่างกายมันไม่ได้พักตามชั่วโมงกฎหมายแรงงาน พักทีแค่ 20-30 นาทีก็ต้องรีบออกไปทำงานต่อ"
.
ยิ่งไปกว่านั้นสุขภาพจิตกลับเป็นสิ่งที่พนักงานต้องแบกรับหนักหนาสาหัสที่สุด ทั้งจากลูกค้าและโครงสร้างการบริหารที่กดทับลงมาผ่านเป้ายอดขาย
.
"เรื่องสุขภาพจิตนี่พนักงานต้องเจอหนักมาก เราต้องทำยังไงก็ได้ไม่ให้ลูกค้าร้องเรียนไปยังบริษัท ต่อให้ลูกค้าจะทำตัวแย่ใส่ขนาดไหนเราก็ต้องบริการอย่างดี และที่บั่นทอนที่สุดคือการโดนหัวหน้ามาดุด่าเพราะทำยอดขายไม่ได้ สมมติต้องขายสินค้าชนิดหนึ่งวันละ 200 ชิ้น ถ้าไม่ได้ตามเป้าหัวหน้าระดับปฏิบัติการก็จะมาตำหนิมากดดันทั้งที่พนักงานไม่ได้นิ่งดูดาย เขาทำเต็มที่แล้วแต่สภาพเศรษฐกิจแบบนี้กำลังทรัพย์คนมันไม่พอ จะให้ไปบีบบังคับลูกค้าซื้อมันก็ไม่ใช่ บางทีพนักงานต้องทิ้งร้านไปเดินหาลูกค้าเพื่อทำยอดออนไลน์ซึ่งมันเกินหน้าที่ลูกจ้างไปแล้ว"
เมื่อถามถึงแรงงานที่ทนสภาพนี้ไม่ไหว เขาบอกว่าส่วนใหญ่ก็จำใจลาออกไปเงียบ ๆ แต่สำหรับคนที่ยังอยู่หากทำยอดไม่ได้หรือถูกประเมิน KPI ว่าไม่ผ่านเกณฑ์บริษัทจะใช้วิธี "จับย้ายสาขา" แทนการเลิกจ้าง
.
"การจับย้ายร้านมันส่งผลกระทบต่อจิตใจ พนักงานจะรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าของตัวเองทั้ง ๆ ที่เขาก็ทำงานดีมาตลอด ต้องไปเจอสภาพสังคมใหม่ที่อาจจะปรับตัวไม่ได้ แรงงานส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ช่วยหรือพนักงานระดับปฏิบัติการก็มักจะเป็นนักศึกษาทวิภาคีหรือเด็กมหาวิทยาลัยในเครือของเขา คนนอกแทบจะไม่มีเลยที่มาสมัคร"
.
เมื่อแรงกดทับมีมากเกินไปปฏิกิริยาโต้กลับจึงเริ่มก่อตัว เราสัมผัสได้ถึงประกายไฟเล็ก ๆ เมื่อเราคุยกันถึงเรื่อง "การรวมกลุ่ม"
.
"เมื่อปีที่แล้วเคยคิดจะจัดตั้งสหภาพ" เขาเล่าอย่างมีความหวัง "เคยไปตามร้านต่าง ๆ ไปสอบถามพนักงานว่าสภาพการทำงานเป็นไง บางคนทนไม่ไหวก็เล่าว่าโดนบังคับยอด โดนกดดันจนทำไม่ทัน เอาจริง ๆ การที่เขาจับพนักงานย้ายร้านไปเรื่อย ๆ ผมมองว่ามันกลับเป็นโอกาสในการขยายเครือข่ายเพื่อจัดตั้งสหภาพด้วยซ้ำ"
.
นโยบายการตรวจสอบจากส่วนกลางขององค์กรกลับกลายเป็นเพียงผักชีโรยหน้า เขาเล่าว่าบริษัทมักจะส่งแค่ "พนักงานในองค์กรตรวจร้าน" เข้ามาดูยอดขาย ดูโปรเจกต์ ดูผลกำไร แต่ไม่เคยมีใครชายตามองคุณภาพชีวิตคนทำงานเลย
.
ก่อนจากกันผมถามเขาว่ามีอะไรที่อยากจะส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ไหม
.
"มันไม่มีพนักงานตรวจแรงงานของรัฐลงมา ถ้าเป็นไปได้ขอให้ส่งคนมา 'สุ่มตรวจ' แบบไม่ต้องออกหนังสือแจ้งล่วงหน้า ให้ลงมาดูสภาพความเป็นจริง มาดูการจ้างงานเด็กต่างจังหวัดอายุต่ำกว่า 17 รัฐควรเข้ามาควบคุมสวัสดิการและสุขภาพของพนักงานร้านสะดวกซื้ออย่างจริงจังได้แล้ว อุตสาหกรรมนี้มันมีเป็นหมื่น ๆ สาขาและกำลังจะโตขึ้นอีก สุขภาพและชีวิตของแรงงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น