ชำแหละคุณสมบัติแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ตรงสเปก ใช้ผลงานกฎหมายสมัครโควตารัฐศาสตร์
วันนี้ (23 มิถุนายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภาที่มีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผมร่วมอภิปรายทักท้วงเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมของศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ผู้ได้รับการเสนอชื่อ
.
ประเด็นสำคัญที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือความเห็นแย้งในคณะกรรมการสรรหา ซึ่งพบว่าประธานศาลฎีกาได้แสดงความเห็นแย้งว่าศาสตราจารย์จักรพงษ์อาจไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดไว้สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งผมมองว่าความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานกระบวนการยุติธรรมระดับสูงเช่นนี้มีน้ำหนักที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามเอกสารความมุ่งหมายรายมาตราของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะพบว่าข้อกำหนดเรื่องคุณวุฒิไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสิทธิ์ในการสมัครเท่านั้น แต่ต้องการให้ตุลาการนำความรู้ความสามารถเฉพาะทางนั้นไปใช้ปฏิบัติหน้าที่จริง ซึ่งศาสตราจารย์จักรพงษ์มีความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับมาตรา 200 วรรคหนึ่ง (3) ในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์มากกว่า
.
จากการตรวจสอบประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างละเอียดพบว่า แม้ศาสตราจารย์จักรพงษ์จะสำเร็จการศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า แต่คุณวุฒิโดยรวมรวมถึงระดับปริญญาเอกล้วนเป็นด้านนิติศาสตร์ อีกทั้งประวัติการทำงานส่วนใหญ่เป็นการสอนในภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบไปยังบทบาทในเวทีสัมมนาทางวิชาการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ก็ยังไม่พบพฤติการณ์ในสายงานรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ที่เด่นชัดแต่อย่างใด
.
ผมยังได้เปิดเผยข้อมูลจากตำราวิชาการเรื่อง “กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน” ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อนำมาอ้างอิงเป็นผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์นั้น แท้จริงแล้วถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่วิชากฎหมายหรือนิติศาสตร์ และเมื่อเปิดดูเนื้อหาภายในรวมถึงสารบัญก็พบว่าเน้นหนักไปที่เรื่องการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตลอดจนหลักเกณฑ์การสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางกฎหมายวิธีสบัญญัติ ไม่ใช่ศาสตร์ด้านการบริหารจัดการภาครัฐหรือธรรมาภิบาล สอดคล้องกับประวัติเมื่อปี 2564 ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายเช่นกัน
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมและพฤติกรรม โดยตั้งคำถามว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อมีความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองอ้างว่าเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ และการพยายามเบี่ยงเบนการตีความกฎหมายเพื่อให้ตนเองเข้าสู่ตำแหน่งนั้นอาจทำให้สาธารณชนเกิดความแคลงใจว่า หากบุคคลที่กำลังจะเข้าไปทำหน้าที่วินิจฉัยกฎหมายสูงสุดของประเทศเริ่มต้นด้วยการตีความบิดเบือนเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของตนเองเสียแล้วจะสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมได้อย่างไร
.
ทั้งนี้ผมไม่ได้มีเจตนาตัดสิทธิ์และชื่นชมในความมุ่งมั่นของผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เคยยื่นสมัครองค์กรอิสระมาแล้วถึง 10 ครั้ง แต่อยากแนะนำให้แสดงความอดทนเพื่อรอสมัครในสัดส่วนนิติศาสตร์ที่ตรงกับความเชี่ยวชาญที่แท้จริง เพื่อเป็นการรักษาบรรทัดฐานและมาตรฐานในการพิจารณาคุณสมบัติบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของวุฒิสภาต่อไป
.
ประเด็นสำคัญที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือความเห็นแย้งในคณะกรรมการสรรหา ซึ่งพบว่าประธานศาลฎีกาได้แสดงความเห็นแย้งว่าศาสตราจารย์จักรพงษ์อาจไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดไว้สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งผมมองว่าความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานกระบวนการยุติธรรมระดับสูงเช่นนี้มีน้ำหนักที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามเอกสารความมุ่งหมายรายมาตราของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะพบว่าข้อกำหนดเรื่องคุณวุฒิไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสิทธิ์ในการสมัครเท่านั้น แต่ต้องการให้ตุลาการนำความรู้ความสามารถเฉพาะทางนั้นไปใช้ปฏิบัติหน้าที่จริง ซึ่งศาสตราจารย์จักรพงษ์มีความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับมาตรา 200 วรรคหนึ่ง (3) ในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์มากกว่า
.
จากการตรวจสอบประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างละเอียดพบว่า แม้ศาสตราจารย์จักรพงษ์จะสำเร็จการศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า แต่คุณวุฒิโดยรวมรวมถึงระดับปริญญาเอกล้วนเป็นด้านนิติศาสตร์ อีกทั้งประวัติการทำงานส่วนใหญ่เป็นการสอนในภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบไปยังบทบาทในเวทีสัมมนาทางวิชาการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ก็ยังไม่พบพฤติการณ์ในสายงานรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ที่เด่นชัดแต่อย่างใด
.
ผมยังได้เปิดเผยข้อมูลจากตำราวิชาการเรื่อง “กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน” ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อนำมาอ้างอิงเป็นผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์นั้น แท้จริงแล้วถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่วิชากฎหมายหรือนิติศาสตร์ และเมื่อเปิดดูเนื้อหาภายในรวมถึงสารบัญก็พบว่าเน้นหนักไปที่เรื่องการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตลอดจนหลักเกณฑ์การสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางกฎหมายวิธีสบัญญัติ ไม่ใช่ศาสตร์ด้านการบริหารจัดการภาครัฐหรือธรรมาภิบาล สอดคล้องกับประวัติเมื่อปี 2564 ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายเช่นกัน
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมและพฤติกรรม โดยตั้งคำถามว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อมีความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองอ้างว่าเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ และการพยายามเบี่ยงเบนการตีความกฎหมายเพื่อให้ตนเองเข้าสู่ตำแหน่งนั้นอาจทำให้สาธารณชนเกิดความแคลงใจว่า หากบุคคลที่กำลังจะเข้าไปทำหน้าที่วินิจฉัยกฎหมายสูงสุดของประเทศเริ่มต้นด้วยการตีความบิดเบือนเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของตนเองเสียแล้วจะสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมได้อย่างไร
.
ทั้งนี้ผมไม่ได้มีเจตนาตัดสิทธิ์และชื่นชมในความมุ่งมั่นของผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เคยยื่นสมัครองค์กรอิสระมาแล้วถึง 10 ครั้ง แต่อยากแนะนำให้แสดงความอดทนเพื่อรอสมัครในสัดส่วนนิติศาสตร์ที่ตรงกับความเชี่ยวชาญที่แท้จริง เพื่อเป็นการรักษาบรรทัดฐานและมาตรฐานในการพิจารณาคุณสมบัติบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของวุฒิสภาต่อไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น