กังขาซื้อไฟฟ้าชีวมวล "อัฐยายซื้อขนมยาย" เอื้อทุนข้ามหัวชุมชน - ทำบิลค่าไฟพุ่ง



วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา ผมได้ร่วมอภิปรายในวาระการพิจารณา “รายงานแนวทางการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่ออากาศสะอาดฯ : ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล” โดยผมได้เริ่มอภิปรายโดยกล่าวชื่นชมความวิริยะอุตสาหะของคณะกรรมาธิการที่ใช้เวลาศึกษาและประชุมร่วมกันถึง 18 ครั้ง
.
อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตสำคัญในเรื่อง “ความเป็นธรรมและความยั่งยืน” โดยระบุว่ารายงานฉบับนี้อาจยังขาดการรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างแท้จริง เนื่องจากข้อมูลในรายงานระบุว่าผู้ที่เข้ามาให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีเพียงกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฯ กลุ่มทุนอุตสาหกรรมน้ำตาล และกลุ่มพลังงานชีวมวล รวมถึงการไปดูงานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ก็เป็นการศึกษาดูงานในบริษัทพลังงานเช่นเดียวกัน จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในชุมชนที่จะต้องอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้สะท้อนข้อกังวล เพราะหากค้นหาข้อมูลจะพบว่ามีกระแสคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลจากคนในพื้นที่อยู่เป็นจำนวนมาก จึงอยากให้กรรมาธิการเขียนให้คนในชุมชนมีตัวตนในรายงานฉบับนี้ด้วย
.
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ค่าพร้อมจ่าย” (Availability Payment - AP) หรือค่าไฟฐานที่ประชาชนต้องแบกรับในบิลค่าไฟทุกเดือน โดยอ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มข้อมูลพลังงาน JustPow ที่เปิดเผยว่า ตลอด 18 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องแบกรับค่าพร้อมจ่ายภายใต้สัญญาแบบ Take-or-Pay ไปแล้วหลายแสนล้านบาท โดยในปี 2558 ไทยมีกำลังการผลิตตั้งไว้เกือบ 50,000 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการใช้สูงสุดเพียง 34,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสัดส่วนค่าพร้อมจ่ายนี้คิดเป็นร้อยละ 19.25 ต่อค่าหน่วย
.
ส่วนข้อเสนอที่ให้รัฐอุดหนุนเงินและรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) หรือไม่ยอมเจรจาเรื่องค่าพร้อมจ่ายในตะกร้าเดิม อาจเข้าข่าย “อัฐยายซื้อขนมยาย” ที่รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเพื่อซื้อไฟในโควตาใหม่ขณะที่ประชาชนยังต้องแบกรับค่าพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าเดิมที่ล้นระบบอยู่ดี ดังนั้นหากจะรับซื้อเพิ่มต้องปฏิรูปแผน PDP และเจรจาลดค่าพร้อมจ่ายเอกชนรายใหญ่ควบคู่กันไป
.
ในประเด็นกฎหมายและการเกษตร ผมแสดงความกังวลต่อข้อเสนอที่จะปลดล็อกกฎหมายโรงงานและผังเมือง โดยเตือนว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งมีการออก พรบ. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ที่เคยยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองกับโรงไฟฟ้า ดังนั้นการจะรื้อกลไกนี้กลับมาต้องพิจารณาให้ดีว่าจะทำลายการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือไม่ ส่วนเรื่องเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) นั้นผมเป็นห่วงว่าสถานะเกษตรกรในปัจจุบันไม่ต่างจากลูกจ้างและมักถูกกลุ่มทุนกดราคาจนกลายเป็นหนี้สิน บ่วงพันธสัญญากลายเป็นพันธนาการ รัฐจึงต้องออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรรวมกลุ่มสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ให้ถูกย่อยสลายเป็นปัจเจกบุคคล
.
ด้านชูศักดิ์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพลังงานฯ ชี้แจงตอบข้อสังเกตของผมว่า ในการพิจารณารายงานฉบับนี้คณะอนุกรรมาธิการได้คำนึงถึงมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยระเบียบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนจะออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงไฟฟ้าได้มีการระบุและบังคับไว้ในประมวลหลักการปฏิบัติของโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ในแผนงานขั้นต่อไป รายงานฉบับนี้ได้กำหนดกลไกการให้ผลประโยชน์ชุมชนซึ่งเป็นมาตรการภาคบังคับที่กำหนดให้ประชาชนในพื้นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาและได้รับผลประโยชน์จากโครงการก่อนจะเริ่มดำเนินการได้
.
สำหรับข้อกังวลเรื่องค่าพร้อมจ่าย (AP) จะกระทบค่าไฟประชาชนนั้น ชูศักดิ์อธิบายว่าโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นแตกต่างจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดเล็กมากซึ่ง “ค่าพร้อมจ่าย” จะถูกคำนวณมัดรวมอยู่ในค่าเชื้อเพลิงเรียบร้อยแล้ว
.
ชูศักดิ์เสริมด้วยว่าเมื่อใดที่โรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบก็จะไม่ได้รับเงินเลยแม้แต่บาทเดียว โดยจะได้รับเงินก็ต่อเมื่อมีการผลิตไฟฟ้าจริงเท่านั้น ดังนั้นการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ส่งผลกระทบให้เกิดภาระค่าพร้อมจ่ายซ้ำซ้อนหรือกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของประเทศแต่อย่างใด
.
ส่วนเรื่องการปลดล็อกกฎหมายผังเมืองและโรงงานลำดับที่ 88 นั้นทางอนุกรรมาธิการได้เชิญคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เข้ามาชี้แจง และยืนยันว่า กกพ. ได้มีการออกระเบียบและกฎกติกาที่เข้มงวดมารองรับการปลดล็อกดังกล่าวไว้หมดแล้ว โดยระเบียบใหม่นี้ยังคงคำนึงถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและคงเกณฑ์การมีส่วนร่วมของประชาชนไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ได้เป็นการปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด
.
ประเด็นสุดท้ายเรื่องระบบเกษตรพันธสัญญา ชูศักดิ์กล่าวว่าในรายงานได้ระบุถึงแนวทางการประกันราคาพืชพลังงานไม่ว่าจะเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือไม้โตเร็วเพื่อเป็นหลักประกันทางรายได้ให้แก่เกษตรกร ส่วนข้อกังวลเรื่องอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนใหญ่ ทางอนุกรรมาธิการได้เขียนมาตรการรองรับไว้ชัดเจน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันในรูปแบบของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มในการบริหารจัดการและสร้างอำนาจต่อรองร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนเพียงลำพัง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร