ว่าที่ฯ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สว.จะโหวตพรุ่งนี้ เป็นผู้ทรงฯ ด้านนิติศาสตร์ มากกว่ารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์
พรุ่งนี้ (23 มิ.ย.) วุฒิสภามีวาระให้ความเห็นชอบ "จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช" ศาสตราจารย์ คณะตํารวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะ "ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์" ตามรัฐธรรมนูญ ม.200 (4) ประเด็นมีอยู่ว่า แกมีคุณสมบัติตรงจริงหรือไม่ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านนี้หรือเปล่า คำถามนี้ไม่ใช่แค่ผม แต่ตอนชั้น กรรมการสรรหาฯ ก็มีประเด็นนี้ จนต้องมีการลงมติและ 6 เสียเห็นว่าตรง อีก 2 เสียงเห็นว่าไม่ตรง 1 ใน 2 เสียงนั้นคือประธานศาลฎีกาด้วยที่เห็นว่า "ไม่ตรง"
.
ทีนี้หลักฐานะหนึ่งที่ จักรพงศ์ อ้างว่าตนเองมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์คือแกเขียนหนังสือ "กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน" [ดูภาพประกอบที่แกอ้างในรายงาน กก.สรรหา] ทีนี้ผมลองไปดูว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือ "รัฐประศาสนศาสตร์" หรือ นิติศาสตร์และกฎหมายมากกว่ากัน
.
1. ไปเช็คในห้องสมุดในหมวดที่อยู่ของตำรา รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ที่จะอยู่ในหมวด FJ ไม่พบ แต่กลับพบอยู่ในหมวด KG ซึ่งเป็นหมวดกฎหมายและตำราทางนิติศาสตร์
.
2. เมื่อเปิดเนื้อหาในหนังสือ ก็ด้วยความสงสัยว่าจะเน้นไปทางการบริหารองค์กรหรืออะไรไหม ซึ่งอาจจะตีความตามที่เจ้าตัวว่า มันเป็นเรื่อง "กระบวนการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาล" หรือไม่ ปรากฏว่าหนังสือพูดถึง หลักทั่วไปและระดับการรับฟังน้ำหนักพยานหลักฐาน, หลักเกณฑ์การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน และทฤษฎีการสอบสวน [ดังปรากฏในโครงหนังสือส่วนสารบาญที่แนบภาพประกอบ]
.
ผมจึงเห็นว่า หนังสือเล่มนี้มีความเป็นสาขานิติศาสตร์มากกว่า รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ตัวอย่างคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ วิชา น.418 กฎหมายว่าด้วยการสืบสวนสอบสวน ก็อยู่ในคณะนิติศาสตร์ และเจ้าตัวเองก็เป็นอาจารย์สอนใน ภาควิชากฏหมายบัญญิติ และภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ ส่วนวิชากฏหมาย ปี 39- 46 หรือตอนเป็นศาสตรจารย์ก็อยู่ภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ และต่อมาเป็นคณะตํารวจศาสตร์ จะเห็นได้ว่าแกมีความเป็นนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ไม่เพียงแต่ไม่ใช่ "ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์" ตามรัฐธรรมนูญ ม.200 (4) เท่านั้น แต่แกมีลักษณะเข้ากับ ม.200 (3) หรือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วน "ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์" มากกว่า
.
แม้ กก.สรรหาฯ เสียงข้างมากจะตีความว่ามีคุณสมบัติตาม ม.200 (4) แน่นอนเจ้าตัวมีสิทธิ แต่การทำหน้าที่ตามเจตนาของรัฐธรรมนูญ ม.200 นั้น ยังมองถึงผลการได้ผู้ทรงฯด้านนี้ เพื่อใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ
สั่งสมประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย ผมไม่ได้ดูหมิ่นความรู้ความเชียวชาญของจักรพงษ์ แน่นอนท่านเป็นผู้ทรงฯด้านสอบสวนหรือนิติศาสตร์แน่นอน หากเราได้ท่านไปตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีองค์ประกอบที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านนี้เพิ่มขึ้นอีก 1 คน จากที่มีอยู่เดิมใน ม.200 (3) อยู่แล้วที่เป็นผู้ทรงฯด้านนิติศาสตร์ แต่สิ่งที่เราจะเสียไปคือ ผู้ทรงฯด้านสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์
.
ข้อโต้แย้งนี้ยังเป็นข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญว่าตกลง ม.200 (3) และ (4) มีความหมายอย่างไร ใน กก.สรรหาเองก็เห็นไม่ตรงกัน และเรากำลังเห็นชอบคนที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในการวินิจฉัยข้อขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญ แต่เริ่มต้นเราก็มีข้อขัดแย้งในรัฐธรรมนูญแล้ว หรือพยายามตีความให้เข้ากับตัว ทั้งที่มีบทบัญญัติที่ตงตัวมากกว่าอย่าง ม.200(3) อันนี้เราก็คงมองเห็นอนาคตแล้วว่าการทำงานอาจไปทางใด
.
ส่วนหลักใหญ่ผมก็อยากให้ สว.ชะลอการพิจารณาวาระนี้ไปก่อน เพราะว่า 130 คน กำลังถูก กกต.พิจารณาว่ามาด้วยความมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่ง กกต.เองก็วางกรอบว่าสิงหาคมนี้ก็จะมีความชัดเจนแล้ว หากดันกระบวนการนี้ต่อไป ไม่เพียงความชอบธรรมของตัว สว. เองเท่านั้น ยังส่งผลต่อความชอบธรรมกับคนที่เราจะให้ความเห็นชอบ หรือแม้แต่ไม่เห็นชอบก็อาจไม่เป็นธรรมกับเขาเช่นกันเมื่อ สว. เองยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนที่ไม่ใช่าเพียง 1 คน 10 คน แต่นี่คือเกินกึ่งหนึ่งของสภา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น