อุดช่องว่างกฎหมาย OTT คุ้มครองคนเบื้องหลังพ้นวงจร ‘สัญญาซื้อขาด-ทำงานหามรุ่งหามค่ำ’
วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) ผมได้ร่วมอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อสนับสนุนรายงานการศึกษาข้อกฎหมาย แนวทางการกำกับดูแล และการส่งเสริมการให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT) ของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม
.
โดยชี้ให้เห็นว่าการเข้ามาของแพลตฟอร์ม OTT ระดับโลกมีส่วนสำคัญในการนำเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตผลงานของไทยและเป็นช่องทางขับเคลื่อนผลงานสร้างสรรค์ของไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้กลับมาพร้อมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เนื่องจากกฎหมายที่ก้าวไม่ทันเทคโนโลยีทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติสามารถเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานในสังคมไทยสร้างรายได้และผลกำไรไหลออกนอกประเทศโดยไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยกลับต้องแบกรับภาระทั้งการขอใบอนุญาต การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ กสทช. และการเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่ไม่สมดุล ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอในรายงานที่จะให้มีการผลักดันภาษีบริการดิจิทัลรวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนา OTT เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
ผมยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงประเด็นสำคัญที่ยังขาดหายไปในรายงานฉบับดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการและผู้รับบริการ แต่กลับละเลยกลุ่มคนทำงานเบื้องหลังจำนวนมากในอุตสาหกรรมโดยระบุถึงความไม่เป็นธรรมในสองมิติหลัก
.
มิติแรกคือระบบสัญญาซื้อขาด (The Buyout System) ซึ่งแต่เดิมในโมเดลธุรกิจโทรทัศน์หรือละคร นักเขียน นักแสดง และทีมงานจะได้รับส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ย้อนหลังเมื่อผลงานได้รับความนิยม แต่ในระบบ OTT สัญชาติสากลมักเป็นการจ่ายเงินก้อนเดียวจบเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ขาด แม้ผู้ผลิตไทยจะได้ทุนก้อนแรกที่ค่อนข้างสูงแต่เมื่อผลงานสร้างมูลค่ามหาศาลหรือโด่งดังไปทั่วโลก ผู้สร้างสรรค์กลับไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งเพิ่มเติมอีกทั้งยังต้องสูญเสียสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดให้แก่แพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นกลายสภาพเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต ไม่มีสิทธิ์นำตัวละครหรือเนื้อหาไปต่อยอดทำสินค้าที่ระลึกหรือสร้างจักรวาลเนื้อหาแยกเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มได้
.
มิติที่สองคือความไม่เป็นธรรมในกฎหมายแรงงานและสภาพการทำงานของคนเบื้องหลัง เนื่องจากรูปแบบการจ้างงานส่วนใหญ่เป็นสัญญาจ้างทำของไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน ส่งผลให้ขาดความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้แพลตฟอร์มระดับสากลจะมีกฎเกณฑ์ควบคุมการถ่ายทำไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงการนับเวลาจะเริ่มเมื่อกล้องเริ่มเดินเท่านั้น ขณะที่กลุ่มคนเบื้องหลัง เช่น ช่างไฟ ช่างภาพ และทีมเซตฉาก ต้องเข้าเตรียมงานล่วงหน้าก่อนเวลานานมากและต้องอยู่เก็บอุปกรณ์ต่อหลังปิดกอง จนทำให้เวลาทำงานจริงพุ่งสูงถึงวันละ 16 ถึง 18 ชั่วโมงโดยที่ค่าล่วงเวลาในระบบจ้างทำของยังขาดความชัดเจนและไม่เป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้นแรงงานเหล่านี้ไม่สามารถร้องเรียนได้เนื่องจากกังวลว่าจะถูกขึ้นบัญชีดำในวงการ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมที่มักสอนให้รุ่นน้องอดทนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนความไม่ยุติธรรมที่ฝังรากลึก
.
ผมจึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมาธิการฯ ให้ร่วมกันออกแบบกฎหมายและข้อบังคับเพื่ออุดช่องว่างเหล่านี้ โดยมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนทำงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานชั่วโมงการทำงานและเกณฑ์การจ่ายค่าล่วงเวลาที่ชัดเจนสำหรับแรงงานอิสระ การจัดระบบหมุนเวียนเปลี่ยนตัวคนทำงานเพื่อไม่ให้เกิดการทำงานเกินขีดจำกัด การส่งเสริมสิทธิ์ในการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองด้านสวัสดิการและค่าแรง ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิ์ในผลงานเพื่อให้ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์และส่วนแบ่งลิขสิทธิ์จากมูลค่าที่ตนเองสร้างขึ้น เพื่อให้เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม OTT ของไทยให้ก้าวหน้าและมีความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น