ถอดรหัส “คำแนะนำ ปธ. ศาลฎีกา” ในวันที่ผู้มีอำนาจยังเดินหน้า “ฟ้องปิดปาก” ประชาชน
เมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2569) เพจสำนักข่าว The Isaan Record ได้จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “คดีฟ้องปิดปาก: ศึกษาคำแนะนำประธานศาลฎีกา” โดยมีผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ดำเนินรายการโดย หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record
.
[ การฟ้องปิดปากสื่อมวลชนกับการทำให้ผู้ส่งสารเงียบเสียง ]
.โกวิทเปิดเผยว่าตอนที่หทัยรัตน์ได้รับหมายศาลก่อนตนก็เป็นห่วง เนื่องจากการโดนคดีความไม่ใช่เรื่องสนุกและเป็นภาระหลายประการไม่ใช่แค่เรื่องการพิสูจน์และต่อสู้คดี หากกระบวนการยุติธรรมไว้ใจได้และมีมาตรฐานก็จะไม่ค่อยกังวล แต่คดีฟ้องปิดปากมักต้องต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานจนบั่นทอนกำลังใจที่เคยมีในช่วงต้น เมื่อทราบว่าถอนฟ้องหทัยรัตน์ไปแล้วก็โล่งใจขึ้นเพราะจะได้มุ่งมั่นกับการทำงานมากขึ้น
.
แต่หลังจากนั้นสัปดาห์หนึ่งหมายศาลก็ส่งถึงมือตน แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าน่าจะโดนฟ้องทั้งคู่ในฐานะบรรณาธิการสื่อก็ตาม การโดนคดีความทำให้การทำงานสื่อสารมวลชนยากขึ้นเพราะต้องต่อสู้คดี ยิ่งองค์กรขนาดเล็กอย่าง The Isaan Record การต้องให้คนอื่น ๆ ในองค์กร มาช่วยต่อสู้คดีก็ยิ่งทำให้งานลำบากยิ่งขึ้น แต่ตนไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด แต่ปัญหาคือเมื่อตนโดนหมายศาล เพื่อนร่วมวิชาชีพกลับรู้สึกเดือดร้อนด้วยน้อยมาก ใช้เวลาหลายวันกว่าจะออกมาเคลื่อนไหว ช่วงแรก ๆ แทบไม่มีใครทำอะไรเลย สมาคมวิชาชีพก็เงียบมาก คดีของหทัยรัตน์มีการเอาไปคุยในวงประชุมแต่ไม่มีแถลงการณ์ ส่วนคดีของตนไม่มีเลย แม้การเคลื่อนไหวจะช่วยได้ไม่มากนักแต่ก็เป็นการแสดงจุดยืน เราทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่สมาคมอยากสนับสนุนผ่านการจัดอบรม สถาบันการศึกษาก็สอน แต่ก็เป็นเพียงในห้องเรียนเท่านั้น เมื่อเกิดเรื่องจริงก็เงียบกริบ
.
การเคลื่อนไหวเพิ่งเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เคลื่อนไหวซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ก่อนพิพากษา 1 วันทนายก็ประเมินให้เบาใจ เมื่อพิพากษายกฟ้องแล้วไม่ถือว่าเป็นโชคดีของตนแต่ควรเป็นบรรทัดฐานให้ไม่รับฟ้องหรือยกฟ้องโดยเร็วต่อไป แม้ศาลจะยกฟ้องตนในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่วันต่อมาคือวันที่ 9 มิถุนายนศาลก็กลับฟ้องอรนุช ผลภิญโญ นักสิทธิมนุษยชนที่ไปช่วยแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่า จึงทำให้ไม่แน่ใจในบรรทัดฐานของศาล
.
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนตน หากคดีเช่นนี้หยุดนักข่าวให้หงอหรือเป๋ได้ก็ยุ่งแล้ว ไม่ควรให้ฟ้องปิดปากได้ตั้งแต่ต้น เมื่อโดนเข้าไปก็ทำลายเสรีภาพในการพูด ทำให้นักข่าวไม่กล้าทำข่าวเชิงลบ นักสิทธิมนุษยชนไม่กล้าวิจารณ์ ทนายไม่กล้าตั้งคำถาม นักการเมืองไม่กล้าอภิปราย สังคมจะพ่ายแพ้ แม้ตนจะไม่กลัวแต่แม่ตนก็กลัวมาก เรื่องนี้ส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย
.
[ประสบการณ์และคดีความของนักวิชาการอิสระ]
.ด้านสฤณีระบุว่าทั้งชีวิตตนโดนฟ้องเป็นจำเลยมา 4 คดี ซึ่งไม่ได้กระทบกับตนมากเพราะคิดว่าตนไม่ผิด แต่คนรอบตัวก็กังวล คดีแรกคือละเมิดอำนาจศาล โดยมีหมายศาลจากศาลฎีกามาส่งที่บ้านทำให้แม่ตกใจมาก เมื่อคดีแรกแรงแล้วคดีต่อ ๆ มาเป็นคดีหมิ่นประมาทก็ดูจะเบาลงมา ส่วนคดีที่กัลฟ์ฟ้องก็มีการไกล่เกลี่ยและเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลในแบบที่ตนยอมรับได้เพราะไม่ถึงกับขาดอิสรภาพในการวิจารณ์
.
สำหรับอีก 2 คดีล่าสุดเกี่ยวกับ “มหากาพย์นายหน้า” เริ่มจากการขู่ฟ้องก่อนโดย Ben Smith และวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง โดยไปฟ้องที่ศาลอาญาธนบุรีซึ่งไกลจากบ้านตน ซึ่งคนฟ้องอ้างว่ามากินกาแฟที่นี่แล้วอ่านเจอ ปัจจุบัน Ben Smith ได้ถอนฟ้องไปแล้ว ก่อนหน้านี้ตนก็ได้คุยกับทนายว่าจะใช้ ม.161/1 ส่วนคดีของวรภัคเพิ่งรับฟ้องไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพื่อนของตนก็สงสัยว่าคำแนะนำประธานศาลฎีกาไม่มีผลหรือ โดยตนถูกฟ้องทั้งฟ้องหมิ่นประมาทและ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งโจทก์อ้างว่าข้อกล่าวหาของตนทำให้ รมช. คลังเสียหายจนต้องลาออก ถือเป็นการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เข้าข่ายกฎหมายนี้
.
สฤณียืนยันว่าตนไม่คิดว่าตนพูดอะไรที่ไม่ถูกต้อง และเขียนอย่างระวังและมีการอ้างอิงข้อมูล ตนย้ำตลอดว่าข้อเขียนทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวหาและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบต่อ ตนจึงไม่รู้สึกกลัวหรือต้องหยุดเขียน แต่เรื่องนี้ส่งผลต่อคนรอบข้าง คณะทนายก็เป็นห่วง ไม่อยากให้เขียนพาดพิงโจทก์อีกเพราะอยู่ระหว่างสู้คดี ตนรู้สึกเสียดายที่ตนไม่ใช่นักข่าวอาชีพ หลายเรื่องที่เขียนก็เป็นความเห็นที่มีข้อเท็จจริงประกอบ หลายเรื่องที่ตนเขียนสื่อก็ไม่ยกไปนำเสนอต่อ ทำให้สังคมไม่ได้รับรู้ในวงกว้างว่าเป็นเรื่องสาธารณะ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุนี้จะทำให้สุ่มเสี่ยงมากกว่าเดิมหรือไม่
.
[มุมมองทางกฎหมายและเครื่องมือในการต่อสู้คดี]
.ขณะที่นรเศรษฐ์เปิดเผยว่าตนไม่ได้วิตกกังวลกับการดำเนินคดีให้ลูกความเลยเพราะไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้จึงทำไปโดยไม่กลัวหรือกดดัน พัฒนาการของกฎหมายดีขึ้นเรื่อย ๆ จากในอดีต จากเดิมถ้ามีการเผยแพร่ข่าวจะใช้ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 ซึ่งต่อสู้มาตลอดตั้งแต่ยุค คสช. และมีการแก้กฎหมายว่า ม.14 จะไม่นับรวมเรื่องหมิ่นประมาท อีกทั้งมีคำแนะนำประธานศาลฎีกาและบรรทัดฐานว่าจะใช้ ม.14 กับความผิดฐานหมิ่นประมาทคู่กันไม่ได้ ตนและเพื่อนทนายก็เอาไปใช้สู้คดี
.
เดิมทีคดีที่ราษฎรฟ้องกันเองไม่มี ม.161/1 คุ้มครองเพราะเพิ่งมีการแก้ไขให้ศาลใช้ดุลยพินิจได้ คำอธิบายของโจทก์ในอดีตจึงไม่ยาก โดยอ้างว่าบังเอิญเห็นข้อความที่จังหวัดหนึ่งเลยฟ้องที่จังหวัดนั้นไม่ว่าจะเป็นคดีส่วนตัวหรือคดีสาธารณะ แต่ ม.161/1 เป็นหลักประกันไม่ให้ฟ้องคดีไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง หากศาลเห็นว่ากลั่นแกล้งก็จะยกฟ้องและฟ้องซ้ำไม่ได้
.
นอกจากนี้ยังมีอีกมาตราคือ ม.165/2 ซึ่งในอดีตเมื่อมีการฟ้องคดี จำเลยจะไม่สามารถเขียนคำแถลงเรียกพยานหลักฐานมาในช่วงไต่สวนมูลฟ้องได้ เมื่อมีเครื่องมือเช่นนี้แล้วก็ต่อสู้คดีง่ายขึ้น แต่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมก็มักไม่ใช้เครื่องมือเหล่านี้นัก อย่างคดีของโกวิทตนใช้ทั้ง ม.161/1 และ ม.165/2 แต่ศาลก็ยกคำร้องไม่ออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้
.
[ปรากฏการณ์การฟ้องปิดปากและการละเมิดสิทธิในมุมนักสิทธิมนุษยชน]
.ส่วนสุณัยชี้ว่าการฟ้องดำเนินคดีปิดปากมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ขัดขวางปิดกั้นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์สาธารณะ 2) ขัดขวางไม่ให้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ และ 3) เอาคืนเมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะไปแล้ว โดยผู้ฟ้องมีมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งปัจเจกชนและธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง หน่วยราชการทั้งพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง
.
สุณัยเล่าว่าแม้แต่ตนเองก็เคยถูกฟ้องปิดปาก ตอนที่ Human Rights Watch (HRW) ทำรายงานว่าการสลายการชุมนุมที่ดินแดงในปี 2563 รุนแรงเกินกว่าเหตุ แล้วตนนำมาขยายผลต่อออนไลน์ก็โดนฟ้องด้วย พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกฎหมายอาญา ตอนนั้นตำรวจไซเบอร์เห็นควรฟ้อง แต่อัยการแย้งว่าเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริง และผู้ถูกทำร้ายก็มีหลักฐานทางการแพทย์มายืนยัน
.
กรณีนี้สุณัยมองว่าเป็นการเอาคืนและเชือดไก่ให้ลิงดู หากลงโทษตนได้องค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ก็จะหงอและไม่กล้าเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมที่ดินแดงอีก เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับนักสิทธิมนุษยชนอย่างอังคณา นีละไพจิตร มูลนิธิ BioThai ที่ทำเรื่องปลาหมอคางดำ หรือคดีละเมิดสิทธิแรงงานในฟาร์มไก่ การต่อสู้คดีแม้จะสู้ได้แต่ก็ต้องเสียพลังงาน เงิน และกำลังใจ คนที่บ้านก็เป็นห่วงเพราะตำรวจมักใช้วิธีส่งหมายไปที่บ้าน นอกจากนี้การเรียกค่าเสียหายระดับ 50 – 100 ล้านบาทก็กลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว และการฟ้องด้วย พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ก็เป็นความผิดต่อรัฐที่ยอมความไม่ได้
.
การฟ้องคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนถือเป็นประเด็นใหญ่ ทาง HRW ได้เสนอเรื่องนี้ไปให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและส่งให้รัฐบาลไทยด้วย แต่รัฐบาลไทยก็ไม่สนใจและยังฟ้องปิดปากคนอยู่ ส่วนประธานศาลฎีกาก็รับลูกและออกคำแนะนำมาเพื่อให้ศาลใช้เครื่องมือทั้งสองมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าหากเปลี่ยนประธานศาลฎีกาแล้วจะมีคำแนะนำใหม่หรือไม่ และทางอัยการสูงสุดเองก็ยังไม่ออกคำแนะนำมา
.
[ผลกระทบและข้อจำกัดของคำแนะนำประธานศาลฎีกา]
.นรเศรษฐ์อธิบายถึงผลสืบเนื่องจากคำแนะนำของประธานศาลฎีกาว่าแม้คำแนะนำจะบอกว่าผู้พิพากษาสามารถใช้เครื่องมือทั้งสอง คือ ม.161/1 และ ม.165/2 ได้ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากคำแนะนำนี้และ ม.161/1 ใช้ได้แค่กรณีราษฎรฟ้องกันเอง หากเป็นการไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วส่งอัยการฟ้อง ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายแบบเดียวกันให้ยกฟ้อง จึงต้องดำเนินคดีไปดังเช่นกรณีของอรนุช แม้มีกลไกกลั่นกรองแต่ก็ยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอโดยเฉพาะการคุ้มครองผู้ปกป้องประโยชน์สาธารณะ จึงต้องผลักดันให้แก้ไขหรือออกกฎหมายเพิ่มเติมมาคุ้มครอง เพราะหากการฟ้องคดีเองทำได้ยาก โจทก์ก็จะใช้การแจ้งตำรวจแทนเนื่องจากยังไม่มีกลไกตรวจสอบหรือคุ้มครองเช่นนี้ ยิ่งกลุ่มทุนใหญ่หรือนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่ก็จะบีบให้ตำรวจทำคดีไปแล้วไปพิสูจน์กันในศาล
.
นรเศรษฐ์ยังตั้งข้อกังขาว่าตามหลักกฎหมายหมิ่นประมาทถือว่ายิ่งจริงยิ่งหมิ่นซึ่งตนก็ไม่เข้าใจ แม้พิสูจน์ว่าพูดเรื่องจริงและเป็นประโยชน์สาธารณะตาม ม.330 ก็ยังมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ไม่ใช่การยกฟ้อง กฎหมายขณะนี้ยังไม่สามารถคุ้มครองคนที่แสดงความเห็นหรือวิจารณ์ได้อย่างครอบคลุม ตอนนี้กฎหมายที่ป้องกันการฟ้องปิดปากได้จริงมีเพียงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พรป. ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งคนที่ไปให้การโดยสุจริตจะไม่มีความผิดอาญา หากถูกฟ้องคดีก็จะมีทนายและมีค่าประกันตัวให้ด้วย จึงต้องแก้กฎหมายให้ครอบคลุมกรณีอื่น ๆ ต่อไป อย่างกรณีของอรนุชกองทุนยุติธรรมก็ไม่ช่วยจึงต้องระดมทุนกันเอง
.
ด้านโกวิทให้ความเห็นว่าศาลอาจนำคำแนะนำดังกล่าวมาใช้หรือไม่ก็ได้ ต่อให้เป็นคดีราษฎรฟ้องกันเองก็ตาม ขณะนี้จึงไม่มีมาตรฐาน ความไม่แน่นอนในกระบวนการยุติธรรมทำให้คนทั่ว ๆ ไปปิดปากตัวเองเพราะกลัวกระทบต่อผู้มีอำนาจ คำแนะนำนี้แม้อาจทำให้คดียุติลงโดยเร็วและเป็นผลดีต่อจำเลย แต่หากดูกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปากของสหภาพยุโรป ถ้าศาลเห็นว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต โจทก์จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมดหรือตามที่ศาลพิจารณาด้วย จึงไม่สามารถฟ้องปิดปากโดยไม่สนผลแพ้ชนะได้ง่าย ๆ จำเลยจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าแพ้ทั้ง ๆ ที่ชนะคดีเพราะมีภาระค่าใช้จ่าย ภาระทางความรู้สึก และภาระต่อครอบครัวไปแล้ว เมื่อจำเลยชนะคดีควรได้รับการชดเชยโดยไม่ต้องฟ้องกลับเอาเอง แต่ในร่างกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปากของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหรือ พรป. ป.ป.ช. ก็ยังไม่เห็นเรื่องนี้ หากโจทก์ฟ้องเรียก 100 ล้านบาทแต่หากแพ้ต้องจ่าย 1 ล้านบาทก็อาจต้องคิดมากขึ้น
.
ขณะที่สฤณีกล่าวเสริมว่าคำแนะนำนี้เป็นเครื่องมือที่พอช่วยได้แต่ยังไม่พอ ต้องแก้ให้มีกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก รวมถึงแก้กฎหมายไม่ให้การหมิ่นประมาทมีโทษอาญา และครอบคลุมกรณีที่อัยการฟ้องอย่างคดีอรนุชและคดีปลาหมอคางดำ กลายเป็นว่าโจทก์ใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อฟ้องปิดปากคน และแม้จะมีบรรทัดฐานไม่ให้ใช้ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ คู่กับการฟ้องหมิ่นประมาทแล้วแต่ตนก็ยังโดนฟ้องคู่กันอยู่ จึงต้องแก้ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ และ พรบ. ชุมนุมฯ ด้วย
.
สื่อมวลชนควรนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกาไปเผยแพร่ต่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการฟ้องปิดปาก สำนักงานอัยการสูงสุดก็ควรนำคำแนะนำนี้ไปใช้กับตนเองและออกกฎระเบียบภายในองค์กรเพื่อไม่ให้โจทก์ใช้อัยการมาฟ้อง รวมถึงชั้นตำรวจที่เป็นต้นน้ำด้วยเพื่อตัดปัญหาไม่ให้ไปถึงศาล ส่วนสมาคมนักข่าวและองค์กรวิชาชีพก็ควรรวมตัวกันส่งสัญญาณให้สังคมเห็นและเป็นหลังพิงในการทำข่าวเจาะที่ชนกับผู้มีอำนาจ เพราะสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงอยู่
.
[ข้อเสนอแนะและแรงกดดันระหว่างประเทศ]
.สุณัยระบุว่ามีเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาจากการที่ประเทศไทยต้องไปเจรจาการค้ากับโลก เช่น การเข้าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะต้องมีนิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกครั้งที่มีการเจรจาระหว่างไทยกับ OECD ก็จะยกเรื่องการแก้ไขการฟ้องปิดปากในไทยมาเสมอ หรือการเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปก็มีเรื่องสิทธิมนุษยชนและการฟ้องปิดปากเช่นกัน เนื่องจากองค์กรเหล่านี้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในไทยดีจนถึงขั้นยกตัวอย่างได้
.
สุณัยยังชี้ว่าเครื่องมือมีอยู่แล้วแต่จะใช้หรือไม่ เช่น กรณีฟาร์มไก่ฟ้องนักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนจำนวนมาก หรือโรงงานผลิตน้ำผลไม้ส่งออกฟ้องนักสิทธิแรงงาน กลุ่มทุนเหล่านี้มีเงินมาสู้คดีได้แต่นักสิทธิมนุษยชนไม่มี ถ้าเป็นคนดังอาจระดมทุนได้แต่คนเล็กคนน้อยทำไม่ได้ ยิ่งเป็นรัฐ นักการเมือง หรือหน่วยงานความมั่นคงก็ยิ่งไม่ลำบากในการฟ้องคน
.
เมื่อมีแรงกดดันจากนอกประเทศเข้ามาจนกระทบการค้าการลงทุนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเคลื่อนไหวต้องทำเป็นขบวน ต้องแก้กฎหมายหมิ่นประมาทให้ได้สัดส่วนไปควบคู่กัน ไม่ใช่แก้แค่ ม.161/1 ซึ่งแคบ แต่ต้องแก้กฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปากทั้งฉบับโดยให้สังคมมีส่วนร่วม รัฐบาลควรเร่งรัดทำให้เป็นวาระเร่งด่วนเพราะคู่เจรจาการค้ากดดันมาตลอด อีกทั้งแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีเรื่องไม่ให้ฟ้องปิดปากซึ่งจะส่งผลต่อบรรษัทภิบาล หากมองเป็นองค์รวมก็จะเห็นเครื่องมือหลายชิ้น
.
นอกจากนี้เขตอำนาจในการฟ้องปิดปากมีกรณีน่ากังวล ทั้งการที่สฤณีถูกฟ้องจากกลุ่มทุนต่างชาติในเรื่อง “มหากาพย์นายหน้า” หรือกรณี Murray Hunter ถูก กสทช. ของมาเลเซียฟ้อง โดยอ้างว่ามาเห็นบทความในไทยแล้วไปฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ จะเห็นว่าเขตอำนาจในการฟ้องปิดปากไม่มีพรมแดนแล้ว ชาวต่างชาติก็สามารถมาฟ้องในไทยได้
.
ในช่วงท้ายของการเสวนา สฤณีกล่าวว่ายิ่งประเทศไทยจะเข้า OECD ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการฟ้องปิดปาก เพราะมีมาตรฐานธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอยู่ และต้องตั้งหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนในประเทศ (NCP) ด้วย เมื่อนักลงทุนและคู่ค้าต้องการเรื่องนี้ ธุรกิจไทยก็ต้องมีเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ก็กลับยังฟ้องปิดปากอยู่ ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็เตรียมรับฟังความคิดเห็นเพื่อออกแนวทางเช่นกัน บริษัทใหญ่ ๆ ที่ฟ้องปิดปากก็จะตกเป็นเป้ามากขึ้นเพราะละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดเจน การจะเข้าร่วม OECD หรือเจรจากับสหภาพยุโรปจะเป็นโอกาสให้ผลักดันให้ภาคธุรกิจไม่ตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งกระแสนี้จะยังคงอยู่ต่อไปหากรัฐบาลยังอยากค้าขายกับประเทศพัฒนาแล้ว จึงขอให้ถือเป็นโอกาส
.
ส่วนนรเศรษฐ์ระบุว่าต่อให้มีคำแนะนำของประธานศาลฎีกาแล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยก็ยังขู่จะฟ้องทุกคนที่วิจารณ์เรื่องเขากระโดง แสดงว่าเรื่องนี้ใหญ่มากและไม่สนใจว่าจะกระทบภาพใหญ่ระหว่างประเทศ ส่วนกรณีของ Murray ที่ตนเป็นทนายความให้นั้น ที่มาเลเซียไม่มีกฎหมายฟ้องหมิ่นประมาท โจทก์เคยไปฟ้องที่มาเลเซียแล้วแต่ก็มีแค่ค่าเสียหายทางแพ่งไม่มีโทษอาญา โจทก์จึงมาอ้างว่าอ่านเจอข้อความที่ประเทศไทยแล้วฟ้อง ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายในการเดินทางมาฟ้องปิดปากแล้วหรือ ทั้งนี้ หากใครพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วถูกฟ้องปิดปากก็สามารถแจ้งมาที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้
.
ด้านโกวิทกล่าวทิ้งท้ายว่ารัฐบาลควรแสดงความเป็นสุภาพชน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นธงนำว่าจะไม่ฟ้องปิดปากประชาชน แม้ถูกวิจารณ์แค่ไหนก็ควรรับฟัง ชี้แจง และอธิบาย รัฐบาลมีนักข่าวห้อมล้อมตลอดเวลาและสามารถใช้พื้นที่สาธารณะในการอธิบายได้ หากกลัวสื่อมวลชนเอาไปบิดเบือนก็เขียนข้อความเอาเองได้ หรือหากกลัวโดนคนเข้ามาด่าก็สื่อสารทางเดียวโดยไม่เปิดให้แสดงความเห็นก็ยังได้ ซึ่งดีกว่าการไล่ฟ้องหรือขู่ฟ้องประชาชน หากทำแบบนี้ซ้ำ ๆ คนจะไม่อยากมาค้าขายด้วยเพราะสากลไม่ยอมรับ
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น