ผ่าน ‘ข้อสังเกต’ การบริหารโทษหรือการคุมขังในสถานที่คุมขัง ซึ่งไม่ใช่เรือนจำกับนักโทษการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม



วันนี้ นอกจาก วุฒิสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ในวาระ 2 และ 3 แล้วนั้น มีประเด็น สว.แก้ไขบางส่วน แต่ไม่ได้กระทบในสาระสำคัญของร่าง พรบ.นี้ คาดว่าเมื่อส่งไปยัง สส.แล้ว สส.จะเห็นชอบ จะส่งผลให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาจะได้รับการนิรโทษกรรม
.
จริงอยู่ที่ร่าง พร็บ.นี้ มิให้มีผลนิรโทษกรรม แก่ผู้กระทำผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส รวมทั้งคดี ม.112 ซึ่งล็อคไว้ตั้งแต่ส่วนของหลักการบองร่าง พรบ. ตั้งแต่วาระ 1 ของ สส. แล้วนั้น แม้ ม.112 ที่ผ่านมาจะเป็นประเด็นที่เป็นหัวใจของความขัดแย้ง ซึ่งผมอภิปรายทั้งในสภา ในเวทีสาธารณะ รวมทั้งในที่ประชุม กมธ.ที่ผมเองเป็น กมธ.ด้วยก็ตาม อันที่จริงในอดีตก็เคยมีการนิรโทษกรรมฐานความผิดนี้
.
แม้ พรบ. นี้จะล็อค “มิให้มีผลนิรโทษกรรม” กับความผิด ม.112 แต่ไม่ได้ห้ามการใช้กลไกอื่นสำหรับกระบวนการยุติธรรม เช่น การบริหารโทษ โดยเฉพาะ “การคุมขังในสถานที่คุมขัง” แทนที่จะไปคุมขังรวมในเรือนจำ ซึ่งในวันนี้ ผ่านที่ประชุมวุฒิสภาไปพร้อมกับร่าง พรบ. ดังกล่าว ไปในฐานะข้อสังเกต
.

สำหรับข้อสังเกตที่ว่านั้นคือ



.
“8.2 ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคม สันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้ ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการ ในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย”
.
หวังว่าเมื่อร่าง พรบ.นี้บังคับใช้ และมีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขแล้วจะดำเนินการเสนอแนะการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และจะมีการออกอนุบัญญัติในการบริหารโทษรองรับข้อสังเกตดังกล่าว เช่น การคุมขังในสถานที่คุมขังหรือบ้านสำหรับนักโทษการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์แห่งการสร้างเสริมสังคมสันติสุขตามเจตนาของ ร่าง พรบ. นี้
.
จริงๆ แล้วก่อนที่จะเป็นข้อสังเกตนี้ เดิมทีเดียวผมขอเพิ่ม 2 บทบัญญัติใน ร่าง พรบ. นี้ โดยบทบัญญัติแรกคือเสนอเพิ่ม วรรคสอง ใน ม.11 ให้บัญญัติไว้ว่า
.
“ผู้ต้องขังจากการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมหากอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไปในขณะกระทำความผิด ร้องขอต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข และเห็นสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้ส่งความเห็นไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อให้คุมขังในสถานที่คุมขังที่ไม่ใช่เรือนจำ”
.
และเพิ่มอำนาจ กก.สร้างเสริมใน ม.6 ให้ชัดขึ้นว่า “(5/1) มีความเห็นเกี่ยวกับมาตรการในการบริหารโทษทางอาญา ตามมาตรา 11"
.
อย่างไรก็ตาม กมธ.มีมติ 10 ต่อ 4 เสียง (งดออกเสียง 1) ไม่เห็นด้วยให้เพิ่มบทบัญญัติดังกล่าว และต่อให้ผมสงวนความเห็นไปเพื่อให้วุฒิสภามีมติก็ไม่ผ่านอยู่ดี ดังนั้นจึงขอต่อรองเพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตและ กมธ.เห็นชอบดังกล่าว
.

ความเห็นของ กมธ.ต่อข้อเสนอนี้

.
ในส่วนข้อเสนอ เพิ่มอำนาจ กก.สร้างเสริมใน ม.6 ให้ชัดขึ้นเป็นข้อ (5/1) นั้น โดยในที่ประชุม กมธ.ครั้งที่ 8 วันที่ 15 มิ.ย.2569 กมธ.ที่เป็นผู้แทนจากฤษฎีกา ชี้ว่า หน้าที่และอำนาจของ กก.สร้างเสริมฯ ตามร่าง ม.6 ( 8 ) ที่บัญญัติว่า "ดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตาม พรบ. นี้" มีจุดประสงค์ครอบคลุมถึงข้อเสนอนี้แล้ว จึงอาจกำหนดเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมเสนอให้กับ ครม.ได้
.
ส่วน ขอเพิ่ม ม.11 วรรคสอง ที่ผมเสนอไปนั้น ในการประชุมครั้งที่ 7 กมธ.จาก สนง.ศาลยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเด็นการแยกคุมขังผู้ต้องขังคดีการเมืองยังควรพิจารณาว่า หากให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว กรมราชทัณฑ์ มีกฎหมายให้อำนาจในการดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของศาลที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน
.
ส่วน กมธ.จากกฤษฎีกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า กรณีการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มีกฎกระทรวงรองรับการดำเนินการไว้แล้ว แต่ยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประเภทหรือคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาให้คุมขังในสถานที่ดังกล่าวโดยเฉพาะ ทั้งนี้ การแยกคุมขังยังคงเป็นดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
อนึ่งในการพิจารณาร่าง พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ประชุมวุฒิสภา วาระ 2 เป็นที่น่าเสียดายที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้เปิดช่องนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112 ในร่าง ม.3 ที่พวกผมในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อยสงวนความเห็นกันไว้ และที่น่าเสียใจคือมติที่ประชุมกลับเห็นชอบกับการเพิ่มวรรคสองใน ม.11 สร้างเงื่อนไขไม่ให้มีการใช้มาตรการพิเศษแทนดำเนินคดีอาญากับเยาวชน ซึ่งเท่ากับว่าจะไม่มีใครได้ประโยชน์จาก ม.11 นี้ เพราะเดิมออกแบบมาก็เพื่อคนกลุ่มนี้
.

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง :

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?