หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกรงใจทุกคนยกเว้น “ประชาชน”



ภาพรวมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ในส่วนของร่างพรรคเพื่อไทยจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงนับจากพรรคภูมิใจไทยสั่ง สส. ถอนชื่ออย่างกะทันหันในวันที่ 3 มิถุนายน จนกระทั่งเที่ยงวันต่อมา (4 มิถุนายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาแถลงข่าวชะลอการยื่นร่างและพร้อมปรับแก้ที่มา สสร. ให้ลู่ตามแนวทางของภูมิใจไทย หลังได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมาแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะแห่งความกลัวและการยอมจำนนต่อกลไกที่เป็นกับดักนี้อย่างราบคาบ
.
ประเด็นที่ภูมิใจไทยนำมาใช้เป็นโล่กำบังในการถอนชื่อออกจากร่างแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้คือความ “เกรงใจ” ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งรัฐสภาเคยส่งเรื่องไปถามเพียงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้งและอย่างไร” ในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับเขียนข้อความ “แถม” พ่วงท้ายมาในลักษณะส่วนขยายว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้โดยตรง” ทั้งที่สภาไม่ได้ถาม
.
หากเราย้อนไปพิจารณาโครงสร้างคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการทั้ง 9 ท่าน จะพบความจริงว่ามีตุลาการเพียง 3 ท่านเท่านั้น คือ วิรุฬห์ แสงเทียน นภดล เทพพิทักษ์ และจิรนิติ หะวานนท์ ที่ระบุเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ขณะที่อีก 3 ท่านไม่ได้แสดงความเห็น ส่วนตุลาการอุดม สิทธิวิรัชธรรม ระบุเพียงว่า สสร. ไม่อาจยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โดยตรง ซึ่งอาจตีความได้ว่าประชาชนเลือกตั้ง สสร. ได้ แต่ สสร. ไม่มีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญโดยตรง และตุลาการที่เหลือก็ไม่ได้เขียนคำวินิจฉัยในประเด็นนี้
.
ข้อความแถมดังกล่าวจึงไม่ได้มาจากมติเสียงข้างมากที่ตกผลึกในประเด็นนี้โดยตรง น้ำหนักในการผูกพันทุกองค์กรในทางนิติศาสตร์จึงต่ำมาก และในทางปฏิบัติรัฐสภายังคงมีอำนาจเต็มในการ “ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” เพื่อให้เกิดกระบวนการที่ประชาชนเลือก สสร. โดยตรงได้ โดยการนำเรื่องนี้ไปใส่ไว้ในคำถามประชามติรอบสองที่ว่าด้วยวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นี้เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญสูงสุดเป็นคนอนุมัติ ว่า “ประชาชน” จะให้ “ประชาชน” เลือกผู้ร่างโดยตรงไหม ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบจากประชาชนศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขวาง
.
แต่คำถามคือในเมื่อช่องทางและหลักการตามกฎหมายยังมีพื้นที่ให้สู้ ทำไมพรรคการเมืองไทยที่เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญทุกพรรคทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคประชาชนจึงเลือกที่จะยอมหมอบราบตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นกระบวนการ โดยไม่เปิดทางให้ประชาชนมีโอกาสเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
.
ผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงลำดับชั้นของความเกรงใจในการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน นักการเมืองจัดสรรความเกรงใจของตนเองให้แก่กลุ่มผู้ถือครองอำนาจ แต่กลับละเลยความหวังของประชาชน หรือแม้กระทั่งเสียงโหวตเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ 21 ล้านเสียงอันเป็นการประกาศว่าประชาชน “แตกหัก” กับรัฐธรรมนูญ 2560 ไปเรียบร้อยแล้ว
.
- เกรงใจอันดับ 1 ศาลรัฐธรรมนูญ: พรรคการเมืองกลัวนิติสงคราม มาตรฐานจริยธรรม และการยุบพรรค จึงยอมตัดแต่งโมเดล สสร. ทิ้งคูหาเลือกตั้งตรงตั้งแต่แรก แล้วออกแบบระบบรวมมิตรที่ประชาชนคัดเลือกเบื้องต้นจากนั้นรัฐสภาเลือกขั้นสุดท้ายเพื่อเลี่ยงบาลีคำสั่งแถม แม้แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเองก็ใช้แนวทางนี้ ทั้งที่รู้ว่าทำให้ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยตั้งแต่ต้นน้ำ
.
- เกรงใจอันดับ 2 วุฒิสภา: พรรคเพื่อไทยกลัวว่าจะไม่ได้เสียง 1 ใน 3 (67 เสียง) จาก สว. ชุดใหม่ จึงยอมยกอำนาจพิเศษให้สภาบนเข้ามามีส่วนออกใบอนุญาตเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขั้นสุดท้ายของ สสร. ได้
.
ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 รัฐสภาโดยเฉพาะ สว. 108 เสียง เองก็เคยผ่านร่างพรรคประชาชนที่มีคูหาและไม่ได้เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ทั้งที่ศาลเพิ่งมีคำวินิจฉัยไปเพียง 1 เดือน คำถามคือ ซึ่งในครั้งนี้พรรคการเมืองจะกลัว สว. ที่ยังมีองค์ประกอบเดิมไปเพราะเหตุใด หรือจริง ๆ แล้วพรรคการเมืองยอมรับว่า สว. จะใช้หลักการพิจารณาที่ต่างจากเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา
.
- ไม่เกรงใจเลย คือ ประชาชน: นักการเมืองยอมหันหลังให้หลักการ ยอมตัดคูหาเลือกตั้งตรงทิ้งเพื่อเอาใจศาลและ สว. แต่สุดท้ายก็ยังต้องบากหน้าไปขอให้ประชาชนช่วยหย่อนบัตรลงประชามติรับรองร่างที่ถูกตัดต่ออำนาจประชาชนนี้ มองประชาชนเป็นเพียง “ตรายาง” ในขั้นตอนสุดท้าย
.
สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมเกรงใจทุกคนยกเว้นประชาชน ทั้งที่คนกดสวิตช์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คือประชาชน คนที่จะให้ผ่านวิธีการจัดทำคือประชาชน และคนที่จะรับรองเนื้อหาก็คือประชาชน แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเกรงใจตุลาการ 3 ท่านที่เขียนคำแถม และเกรงใจ สว. เสียงส่วนใหญ่มากกว่าเจ้าของอธิปไตย
.
ดังนั้นเมื่อนำบริบทโครงสร้างอำนาจในสภาปัจจุบันมาร่วมวิเคราะห์ ปมทั้งหมดจะคลายออกทันที หลังการเลือกตั้งต้นปี 2569 พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลอันดับ 1 ด้วยเสียงเบ็ดเสร็จ 193 เสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทยลดสถานะลงไปเป็นพรรคร่วมอันดับสองที่มีเพียง 74 เสียง การที่พรรคเพื่อไทยชิงเปิดแถลงข่าวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม โดยหวังจะใช้ประเด็นอุดมการณ์นำหน้าเพื่อกู้ศรัทธาฐานเสียงเสรีนิยม โดยที่ตนเองมีเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 (100 เสียง) ด้วยซ้ำจนต้องขอระดมเสียงจากพรรคอื่น ส่งผลให้ได้เสียงจากพรรคประชาชนร่วมสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
.
มติสั่ง สส. ถอนชื่อของภูมิใจไทยในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาจึงเป็นการหักหน้าทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่ต่างมีแนวคิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในกระบวนการเลือก สสร. เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าบัดนี้กลไกในรัฐสภาได้สถาปนาอำนาจจนแทบจะเบ็ดเสร็จแล้วทั้งในสภาล่างและในสภาบน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจประชาชนกลุ่มที่ต้องการรัฐธรรมนูญก้าวหน้า เพราะฐานเสียงของพวกเขาผูกติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์และกลุ่มทุน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือเสถียรภาพในการรักษาอำนาจรัฐ ไม่ใช่การยอมเสี่ยงกับองค์กรอิสระ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?