Conforall ยื่นสภาฯ เร่งล่า 5 หมื่นชื่อดันร่าง รธน. ฉบับประชาชน ชูเลือกตั้ง สสร. 100% ลั่นกลไกต้องยึดโยงประชาชน ตัดวงจรผูกขาดขั้วอำนาจใหญ่
วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญหรือ Conforall เข้ายื่นหนังสือแสดงเจตจำนงต่อรัฐสภาเพื่อริเริ่มกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยมีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง พร้อมด้วยนันทนา นันทวโรภาส สุนทร พฤกษพิพัฒน์ และเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เป็นตัวแทนร่วมรับหนังสือ
.
ทางเครือข่ายฯ ระบุถึงเจตนารมณ์ในการยื่นร่างครั้งนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นมรดกทางกฎหมายที่จัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งในแง่ที่มาและเนื้อหา มีลักษณะลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเอื้ออำนวยอำนาจให้แก่สถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ในการเข้ามาแทรกแซง ยับยั้ง หรือขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย
.
ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ออกมาใช้สิทธิถึง 36.8 ล้านเสียง และมีฉันทามติเห็นชอบท่วมท้นถึง 21.6 ล้านเสียง ตอบรับคำถามที่ว่าควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่เด็ดขาดแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการกติกาชุดใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
.
สำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยการเพิ่ม "หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด 100% ภายใต้หลักความหลากหลายและการมีส่วนร่วม โดยยึดหลักคิดสำคัญ 4 ข้อ หรือ "4D" ประกอบด้วย
.
D-Democracy (หลักความเป็นประชาธิปไตย): มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ มีความรับผิดชอบในการรับฟังเสียงสะท้อนของสังคม
D-Diversity and Inclusive (หลักความหลากหลายและความครอบคลุม): เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่ม ทุกเพศสภาพ เพศวิถี เชื้อชาติ อายุ และประสบการณ์ภูมิหลัง ได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการ
D-Deliberate (การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ): สร้างบรรยากาศการถกเถียงอย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความคิดเห็นประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดรับฟังเป็นพิธี
D-Delivery (ความมีประสิทธิภาพ): เพื่อไม่ให้กระบวนการจัดทำเนิ่นนาน ล่าช้า หรือล้มเหลว จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์โลก
.
ในการนำหลักการ "4D" ไปปฏิบัติจริง ทางกลุ่มได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 3 ช่วงเริ่มจาก "ช่วงต้นน้ำ" ที่กำหนดให้ สสร. ทั้งหมด 300 คนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขต (ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) จำนวน 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงพื้นที่ และ สสร. แบบบัญชีรายชื่อ (ระบบสัดส่วน) อีก 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงประเด็น นโยบาย อุดมการณ์ หรือกลุ่มประชากรที่หลากหลาย
.
ถัดมาคือ "ช่วงกลางน้ำ" สสร. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสารจากประชาชนมาวางเป็นกรอบการรวบรวมและยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน (มาจาก สสร. 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 10 คน) พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมซักถามและกำกับดูแลอย่างครอบคลุม
.
และสุดท้าย "ช่วงปลายน้ำ" สสร. จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย ก่อนจะส่งต่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติในด่านสุดท้ายเพื่อยืนยันอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ
.
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายฯ แถลงเน้นย้ำว่าเหตุผลที่ภาคประชาชนจำเป็นต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เนื่องมาจากร่างแก้ไขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มการเมืองขั้วอำนาจเดิมนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เพราะไม่มีคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก สสร. แต่เป็นเพียงกระบวนการลากตั้งหรือ "จิ้มเลือก" ที่ผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองสายสีน้ำเงิน ทั้งยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใสในการเลือกตั้งว่าไม่สิทธิ์ที่จะมาขัดขวางเจตจำนงของประชาชน หากรัฐสภายังดันทุรังให้อำนาจกลุ่มการเมืองเหล่านี้ผูกขาด ทางเครือข่ายจะรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน "โหวตโน" ในทุกช่องทาง
.
ทั้งนี้ทางกลุ่มมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อให้มากกว่า 50,000 รายชื่อได้ภายในเวลา 1 เดือนเพื่อให้ทันต่อการบรรจุระเบียบวาระเร่งรัดของฝั่งรัฐบาล
.
ต่อข้อกังวลที่ว่า สส. และ สว. อาจใช้เสียงข้างมากตีตกร่างฉบับภาคประชาชนในวาระแรก โดยอ้างเหตุผลว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ณัชปกรได้แสดงจุดยืนว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีสิทธิ์ด่วนสรุปหรือวินิจฉัยแทน และหากร่างฉบับนี้ผ่านไปถึงขั้นที่ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการเลือกตั้ง สสร. ได้ย่อมหมายความว่าประชาชนในฐานะ "ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ" ได้ใช้อำนาจสูงสุดมีมติร่วมกันแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจอยู่เหนืออำนาจสูงสุดของประชาชนได้
.
ด้านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง กล่าวว่าจะรีบนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน โดยหลังจากที่ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อครบถ้วนและส่งกลับมายังสภาฯ ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป พร้อมกล่าวแสดงความยินดีที่ภาคประชาชนตื่นตัวและให้ความสำคัญต่อกระบวนการแก้ไขกติการะดับประเทศ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการพัฒนาโครงสร้างการเมืองของประเทศไทยต่อไป
.
ขณะที่นันทนา นันทวโรภาส สว. ระบุว่ามีความหวังว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนจะได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาไปพร้อมกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภาด้วย พร้อมยืนยันว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะเราจะต้องได้ผู้ร่างที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเพื่อจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทย ซึ่งตนเองสนับสนุนร่างของประชาชน 100%
.
ทางเครือข่ายฯ ระบุถึงเจตนารมณ์ในการยื่นร่างครั้งนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นมรดกทางกฎหมายที่จัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งในแง่ที่มาและเนื้อหา มีลักษณะลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเอื้ออำนวยอำนาจให้แก่สถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ในการเข้ามาแทรกแซง ยับยั้ง หรือขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย
.
ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ออกมาใช้สิทธิถึง 36.8 ล้านเสียง และมีฉันทามติเห็นชอบท่วมท้นถึง 21.6 ล้านเสียง ตอบรับคำถามที่ว่าควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่เด็ดขาดแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการกติกาชุดใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
.
สำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยการเพิ่ม "หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด 100% ภายใต้หลักความหลากหลายและการมีส่วนร่วม โดยยึดหลักคิดสำคัญ 4 ข้อ หรือ "4D" ประกอบด้วย
.
D-Democracy (หลักความเป็นประชาธิปไตย): มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ มีความรับผิดชอบในการรับฟังเสียงสะท้อนของสังคม
D-Diversity and Inclusive (หลักความหลากหลายและความครอบคลุม): เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่ม ทุกเพศสภาพ เพศวิถี เชื้อชาติ อายุ และประสบการณ์ภูมิหลัง ได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการ
D-Deliberate (การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ): สร้างบรรยากาศการถกเถียงอย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความคิดเห็นประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดรับฟังเป็นพิธี
D-Delivery (ความมีประสิทธิภาพ): เพื่อไม่ให้กระบวนการจัดทำเนิ่นนาน ล่าช้า หรือล้มเหลว จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์โลก
.
ในการนำหลักการ "4D" ไปปฏิบัติจริง ทางกลุ่มได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 3 ช่วงเริ่มจาก "ช่วงต้นน้ำ" ที่กำหนดให้ สสร. ทั้งหมด 300 คนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขต (ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) จำนวน 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงพื้นที่ และ สสร. แบบบัญชีรายชื่อ (ระบบสัดส่วน) อีก 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงประเด็น นโยบาย อุดมการณ์ หรือกลุ่มประชากรที่หลากหลาย
.
ถัดมาคือ "ช่วงกลางน้ำ" สสร. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสารจากประชาชนมาวางเป็นกรอบการรวบรวมและยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน (มาจาก สสร. 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 10 คน) พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมซักถามและกำกับดูแลอย่างครอบคลุม
.
และสุดท้าย "ช่วงปลายน้ำ" สสร. จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย ก่อนจะส่งต่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติในด่านสุดท้ายเพื่อยืนยันอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ
.
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายฯ แถลงเน้นย้ำว่าเหตุผลที่ภาคประชาชนจำเป็นต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เนื่องมาจากร่างแก้ไขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มการเมืองขั้วอำนาจเดิมนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เพราะไม่มีคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก สสร. แต่เป็นเพียงกระบวนการลากตั้งหรือ "จิ้มเลือก" ที่ผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองสายสีน้ำเงิน ทั้งยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใสในการเลือกตั้งว่าไม่สิทธิ์ที่จะมาขัดขวางเจตจำนงของประชาชน หากรัฐสภายังดันทุรังให้อำนาจกลุ่มการเมืองเหล่านี้ผูกขาด ทางเครือข่ายจะรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน "โหวตโน" ในทุกช่องทาง
.
ทั้งนี้ทางกลุ่มมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อให้มากกว่า 50,000 รายชื่อได้ภายในเวลา 1 เดือนเพื่อให้ทันต่อการบรรจุระเบียบวาระเร่งรัดของฝั่งรัฐบาล
.
ต่อข้อกังวลที่ว่า สส. และ สว. อาจใช้เสียงข้างมากตีตกร่างฉบับภาคประชาชนในวาระแรก โดยอ้างเหตุผลว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ณัชปกรได้แสดงจุดยืนว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีสิทธิ์ด่วนสรุปหรือวินิจฉัยแทน และหากร่างฉบับนี้ผ่านไปถึงขั้นที่ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการเลือกตั้ง สสร. ได้ย่อมหมายความว่าประชาชนในฐานะ "ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ" ได้ใช้อำนาจสูงสุดมีมติร่วมกันแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจอยู่เหนืออำนาจสูงสุดของประชาชนได้
.
ด้านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง กล่าวว่าจะรีบนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน โดยหลังจากที่ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อครบถ้วนและส่งกลับมายังสภาฯ ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป พร้อมกล่าวแสดงความยินดีที่ภาคประชาชนตื่นตัวและให้ความสำคัญต่อกระบวนการแก้ไขกติการะดับประเทศ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการพัฒนาโครงสร้างการเมืองของประเทศไทยต่อไป
.
ขณะที่นันทนา นันทวโรภาส สว. ระบุว่ามีความหวังว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนจะได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาไปพร้อมกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภาด้วย พร้อมยืนยันว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะเราจะต้องได้ผู้ร่างที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเพื่อจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทย ซึ่งตนเองสนับสนุนร่างของประชาชน 100%
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น