สรุปเสวนา ‘ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง’
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาเนื่องในโอกาสเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่ห้อง Law Chula Learning Space โดยมี ผศ. ดร.พัชร์ นิยมศิลป เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีวิทยากรประกอบด้วย รศ. สาวตรี สุขศรี ผศ. ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล และ อ. ดร. คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วยอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความสิทธิมนุษยชน และ พ.ต.อ. ชิษณุพงศ์ ไหวดี จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
.
ช่วงเริ่มต้นของการเสวนา ผศ. ดร.พัชร์ได้เปิดประเด็นโดยขอให้วิทยากรบอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอธิวัฒน์ในฐานะทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำจังหวัดสงขลาได้สะท้อนปัญหาจากการทำคดีตามมาตรา 112 ว่าคดีส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดพัทลุง เช่น สถานีตำรวจภูธรทะเลน้อย ควนขนุน ตะโหมด และศรีนครินทร์ เนื่องจากกลุ่มคนรักสถาบันฯ อ้างว่าพบเห็นโพสต์ที่กระทำความผิดขณะนั่งรถผ่านพื้นที่ดังกล่าว การแจ้งความในลักษณะนี้สร้างภาระและค่าใช้จ่ายอย่างมากแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่เดินทางมาจากจังหวัดห่างไกล เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะจังหวัดพัทลุงไม่มีสนามบินทำให้ต้องเดินทางหลายต่อและใช้เวลาไปกลับนานถึงสองวัน
.
นอกจากนี้กระบวนการตั้งแต่การรับทราบข้อกล่าวหา การพบพนักงานสอบสวนซ้ำ ๆ ไปจนถึงการส่งตัวให้อัยการล้วนมีค่าใช้จ่ายสูง แม้ทางทนายความจะพยายามประสานงานผ่านโทรศัพท์เพื่อขอลดการเดินทาง แต่หากคดีถูกส่งฟ้อง ผู้ต้องหาก็ต้องเดินทางมาศาลและต้องหาหลักทรัพย์ประกันตัวหลักแสนบาท ซ้ำร้ายหากมีหมายจับโดยที่ผู้ต้องหาไม่รู้ตัวก็อาจถูกจับกุมในที่ทำงานหรือโรงพยาบาลโดยไม่มีทนายความหรือเงินประกันตัวจนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน คดีมาตรา 112 เป็นคดีที่สร้างความหวาดกลัว บางคดีผู้ต้องหาที่เป็นผู้หญิงต้องถูกส่งตัวทางรถไฟ หรือถูกฝากขังในต่างจังหวัดทำให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ยากเพราะค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยิ่งหากผู้ต้องหามีอาการทางจิตหรือพิการทางสติปัญญาก็ยิ่งเข้าถึงการรักษาและยาได้ยากลำบาก
.
อธิวัฒน์ยังระบุว่าคดีประเภทนี้มีความเข้มข้นจนถึงขั้นมีการขอรหัสผ่านเข้าบัญชีออนไลน์ของผู้ต้องหา ขณะเดียวกันทนายความท้องถิ่นมักไม่ค่อยอยากอาสารับทำคดีลักษณะนี้เนื่องจากมีคดีของตนเองอยู่แล้วและไม่อยากเสียเวลานาน ทำให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต้องเข้ามาแบกรับและพยายามหาช่องทางอำนวยความสะดวก เช่น การรายงานตัวผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ทว่าทนายความมักถูกคุกคามโดยตำรวจสันติบาลที่ตามมาถ่ายรูปถึงในศาล และลูกความก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามตั้งแต่ต้นทางจนทำให้ผู้ต้องหาจำนวนมากยอมรับสารภาพเพราะความลำบาก
.
ด้าน รศ. สาวตรีผู้เขียนรายงานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัญหาการฟ้องคดีทางไกลไม่ได้มีแค่คดีตามมาตรา 112 แต่รวมถึงมาตรา 116 และคดีอื่น ๆ ด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานนับสิบปีแล้ว โดยพบว่าการดำเนินคดีทางไกลในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นการกระทำอย่างเจาะจงเพื่อสร้างภาระให้ผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นกระบวนการ จากสถิติที่เก็บรวบรวมตั้งแต่ปี 2563 ถึงตุลาคม 2568 พบว่าร้อยละ 80 ของการดำเนินคดีทางไกลเป็นคดีมาตรา 112 ซึ่งคิดเป็น 53 จาก 66 คดี รองลงมาคือคดีหมิ่นประมาท คดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ และมาตรา 116 ตามลำดับ ผู้ฟ้องส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 คือกลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครทั่วประเทศ ซึ่งใช้วิธีเปิดอ่านข้อความออนไลน์แล้วไปแจ้งความในสถานีตำรวจต่าง ๆ ขณะที่หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐจะเน้นฟ้องคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการเจาะระบบ ส่วนนักการเมืองก็พบว่ามีการฟ้องร้องประชาชนเป็นจำนวนมากเพื่อปิดปาก
.
รศ.สาวตรียังชี้ว่าการดำเนินคดีทางไกลสร้างความไม่เป็นธรรมเพราะจำเลยขาดโอกาสในการเข้าถึงทนายความที่มีความสามารถ เนื่องจากทนายความที่รับทำคดีการเมืองมีจำกัดและอยู่ส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงสภาพจิตใจและร่างกายของจำเลยจากการเดินทางไกลและการถูกกักขังห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งขัดกับหลักข้อกำหนดแมนเดลาข้อ 59 ที่ระบุให้กักขังจำเลยในเรือนจำใกล้บ้าน ในเชิงกฎหมาย ประเทศไทยยึดหลักว่าเห็นข้อความออนไลน์ที่ไหนที่นั่นคือที่เกิดเหตุ ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรปหรือเยอรมนี ที่พยายามเปลี่ยนไปใช้ภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาและมีกลไกคัดค้านเพื่ออำนวยความสะดวกแก่จำเลยตามหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน รศ.สาวตรีจึงเสนอให้แก้ไขระเบียบของตำรวจและกฎหมายเรื่องเขตอำนาจ โดยกำหนดให้สถานที่เกิดเหตุในโลกออนไลน์คือจุดที่มีการโพสต์ข้อความหรือภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน
.
ขณะที่ ผศ.ฐิติรัตน์ได้สะท้อนมุมมองในยุคดิจิทัลว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้ข้อความเข้าถึงผู้ฟังได้กว้างขวางขึ้นและขยายผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย รวมถึงเผยให้เห็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมไทยมีทรัพยากรจำกัดจึงมักเน้นอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งเมื่อมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิดก็ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาทำคดีเหล่านี้แทนที่จะไปทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ ผศ.ฐิติรัตน์เน้นย้ำว่า หลักการเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างโจกท์และจำเลยเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรเปลี่ยนตามเทคโนโลยี เพราะหากไม่มีความเท่าเทียม ประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการและอาจหันไปใช้วิธีนอกกฎหมาย สำหรับคดีออนไลน์ควรแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพื่อรักษาสิทธิของทุกฝ่าย และรัฐต้องเข้ามาดูแลให้กระบวนการเป็นธรรมตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
.
นอกจากนี้ ผศ.ฐิติรัตน์ยังกล่าวถึงความท้าทายของคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ว่าควรโอนคดีไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่จำเลย แม้อาจทำให้พยานลำบากขึ้นบ้างแต่พยานไม่ได้ต้องมาศาลตลอดเหมือนจำเลยและทนายความ พร้อมทั้งเสนอให้สร้างระบบกลางในการกลั่นกรองเพื่อไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายในทางทุจริต และเสนอให้กำหนดตัวชี้วัดในแผนสิทธิมนุษยชนฉบับต่อไปว่าการฟ้องคดีในที่ห่างไกลเป็นการลดโอกาสการเข้าถึงทนายความ เพื่อให้หน่วยงานราชการนำไปปฏิบัติจริงในทางปฏิบัติ
.
ในส่วนของ อ. ดร.คงสัจจาได้อธิบายถึงมิติด้านวัฒนธรรมทางกฎหมายว่าเขตอำนาจศาลแต่เดิมออกแบบมาบนฐานคิดเรื่องกายภาพและการแสวงหาข้อเท็จจริงในสถานที่เกิดเหตุเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งไม่ได้รองรับอาชญากรรมออนไลน์ที่ไม่มีพื้นที่ทางกายภาพเด่นชัด เมื่อนำหลักการเดิมมาประยุกต์ใช้โดยไม่ดูบริบทจึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ต้องหา การฟ้องทางไกลในลักษณะนี้กลายเป็นการลงโทษผู้ถูกฟ้อง เปิดช่องให้เกิดกลุ่มนักร้องในสังคม และสร้างความกลัวจนบั่นทอนวัฒนธรรมการถกเถียงและจินตนาการในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันตัวบทกฎหมายและศาลพิจารณาเพียงแค่ระดับ “ความน่าจะเสียหาย” ก็รับฟ้องแล้ว ซึ่งขัดกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นธรรมและรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่ได้มาจากส่วนบนแต่เกิดจากการต่อสู้ของประชาชน จึงเสนอให้เปิดพื้นที่ทางการเมืองและสนับสนุนการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองเพื่อหาทางออกร่วมกัน
.
ด้านมุมมองของพนักงานสอบสวน พ.ต.อ. ชิษณุพงศ์ระบุว่าอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีปริมาณสูงถึงสี่แสนคดีต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงออนไลน์ที่ระบบทั้งระบบอยู่บนโลกออนไลน์อย่างแท้จริง ต่างจากคดีความมั่นคงหรือคดีหมิ่นประมาทที่รู้ตัวโจทก์และจำเลยตั้งแต่ต้น ในส่วนของตำรวจนั้นพยายามวางตัวเป็นกลางอย่างยิ่ง และนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาคดีเริ่มลดลงเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการกลั่นกรองมากขึ้น การตีความภาพหน้าจอในคดีออนไลน์เป็นเรื่องอัตวิสัย ตำรวจจึงต้องรวบรวมความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ประกอบด้วย สำหรับการโอนคดีเพื่อคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหานั้นสามารถทำได้และเคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้สูงอายุและมีปัญหาสุขภาพ แต่ทั้งนี้ตำรวจก็ต้องรักษาความเป็นกลางกับผู้ร้องทุกข์ด้วยเช่นกัน โดยพร้อมพิทักษ์สิทธิ์ของทุกฝ่ายและยึดหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน
.
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรและผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน โดย ผศ. ดร.พัชร์สรุปว่าสังคมก็ถือเป็นผู้เสียหายจากปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากต้องสูญเสียทรัพยากรของรัฐไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ขณะที่อธิวัฒน์โต้แย้งหลักการอ้างสถานที่เห็นข้อความออนไลน์โดยระบุว่าตำรวจควรให้ผู้แจ้งความพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนว่าเห็นข้อความในพื้นที่นั้นจริง เนื่องจากพยานหลักฐานออนไลน์ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ และย้ำว่าการยกฟ้องในภายหลังไม่ถือเป็นความยุติธรรมหากผู้ต้องหาถูกลงโทษผ่านกระบวนการไปแล้วระหว่างดำเนินคดี ทางด้านเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวปิดท้ายโดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการนำกระบวนการยุติธรรมมาสร้างภาระและความเสียหายให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะทาง ซึ่งถือเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนศาลตัดสิน และหวังว่าข้อเสนอจากการเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลต่อไป
.
(ทีมงาน)
.
ช่วงเริ่มต้นของการเสวนา ผศ. ดร.พัชร์ได้เปิดประเด็นโดยขอให้วิทยากรบอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอธิวัฒน์ในฐานะทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำจังหวัดสงขลาได้สะท้อนปัญหาจากการทำคดีตามมาตรา 112 ว่าคดีส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดพัทลุง เช่น สถานีตำรวจภูธรทะเลน้อย ควนขนุน ตะโหมด และศรีนครินทร์ เนื่องจากกลุ่มคนรักสถาบันฯ อ้างว่าพบเห็นโพสต์ที่กระทำความผิดขณะนั่งรถผ่านพื้นที่ดังกล่าว การแจ้งความในลักษณะนี้สร้างภาระและค่าใช้จ่ายอย่างมากแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่เดินทางมาจากจังหวัดห่างไกล เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะจังหวัดพัทลุงไม่มีสนามบินทำให้ต้องเดินทางหลายต่อและใช้เวลาไปกลับนานถึงสองวัน
.
นอกจากนี้กระบวนการตั้งแต่การรับทราบข้อกล่าวหา การพบพนักงานสอบสวนซ้ำ ๆ ไปจนถึงการส่งตัวให้อัยการล้วนมีค่าใช้จ่ายสูง แม้ทางทนายความจะพยายามประสานงานผ่านโทรศัพท์เพื่อขอลดการเดินทาง แต่หากคดีถูกส่งฟ้อง ผู้ต้องหาก็ต้องเดินทางมาศาลและต้องหาหลักทรัพย์ประกันตัวหลักแสนบาท ซ้ำร้ายหากมีหมายจับโดยที่ผู้ต้องหาไม่รู้ตัวก็อาจถูกจับกุมในที่ทำงานหรือโรงพยาบาลโดยไม่มีทนายความหรือเงินประกันตัวจนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน คดีมาตรา 112 เป็นคดีที่สร้างความหวาดกลัว บางคดีผู้ต้องหาที่เป็นผู้หญิงต้องถูกส่งตัวทางรถไฟ หรือถูกฝากขังในต่างจังหวัดทำให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ยากเพราะค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยิ่งหากผู้ต้องหามีอาการทางจิตหรือพิการทางสติปัญญาก็ยิ่งเข้าถึงการรักษาและยาได้ยากลำบาก
.
อธิวัฒน์ยังระบุว่าคดีประเภทนี้มีความเข้มข้นจนถึงขั้นมีการขอรหัสผ่านเข้าบัญชีออนไลน์ของผู้ต้องหา ขณะเดียวกันทนายความท้องถิ่นมักไม่ค่อยอยากอาสารับทำคดีลักษณะนี้เนื่องจากมีคดีของตนเองอยู่แล้วและไม่อยากเสียเวลานาน ทำให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต้องเข้ามาแบกรับและพยายามหาช่องทางอำนวยความสะดวก เช่น การรายงานตัวผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ทว่าทนายความมักถูกคุกคามโดยตำรวจสันติบาลที่ตามมาถ่ายรูปถึงในศาล และลูกความก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามตั้งแต่ต้นทางจนทำให้ผู้ต้องหาจำนวนมากยอมรับสารภาพเพราะความลำบาก
.
ด้าน รศ. สาวตรีผู้เขียนรายงานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัญหาการฟ้องคดีทางไกลไม่ได้มีแค่คดีตามมาตรา 112 แต่รวมถึงมาตรา 116 และคดีอื่น ๆ ด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานนับสิบปีแล้ว โดยพบว่าการดำเนินคดีทางไกลในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นการกระทำอย่างเจาะจงเพื่อสร้างภาระให้ผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นกระบวนการ จากสถิติที่เก็บรวบรวมตั้งแต่ปี 2563 ถึงตุลาคม 2568 พบว่าร้อยละ 80 ของการดำเนินคดีทางไกลเป็นคดีมาตรา 112 ซึ่งคิดเป็น 53 จาก 66 คดี รองลงมาคือคดีหมิ่นประมาท คดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ และมาตรา 116 ตามลำดับ ผู้ฟ้องส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 คือกลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครทั่วประเทศ ซึ่งใช้วิธีเปิดอ่านข้อความออนไลน์แล้วไปแจ้งความในสถานีตำรวจต่าง ๆ ขณะที่หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐจะเน้นฟ้องคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการเจาะระบบ ส่วนนักการเมืองก็พบว่ามีการฟ้องร้องประชาชนเป็นจำนวนมากเพื่อปิดปาก
.
รศ.สาวตรียังชี้ว่าการดำเนินคดีทางไกลสร้างความไม่เป็นธรรมเพราะจำเลยขาดโอกาสในการเข้าถึงทนายความที่มีความสามารถ เนื่องจากทนายความที่รับทำคดีการเมืองมีจำกัดและอยู่ส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงสภาพจิตใจและร่างกายของจำเลยจากการเดินทางไกลและการถูกกักขังห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งขัดกับหลักข้อกำหนดแมนเดลาข้อ 59 ที่ระบุให้กักขังจำเลยในเรือนจำใกล้บ้าน ในเชิงกฎหมาย ประเทศไทยยึดหลักว่าเห็นข้อความออนไลน์ที่ไหนที่นั่นคือที่เกิดเหตุ ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรปหรือเยอรมนี ที่พยายามเปลี่ยนไปใช้ภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาและมีกลไกคัดค้านเพื่ออำนวยความสะดวกแก่จำเลยตามหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน รศ.สาวตรีจึงเสนอให้แก้ไขระเบียบของตำรวจและกฎหมายเรื่องเขตอำนาจ โดยกำหนดให้สถานที่เกิดเหตุในโลกออนไลน์คือจุดที่มีการโพสต์ข้อความหรือภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน
.
ขณะที่ ผศ.ฐิติรัตน์ได้สะท้อนมุมมองในยุคดิจิทัลว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้ข้อความเข้าถึงผู้ฟังได้กว้างขวางขึ้นและขยายผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย รวมถึงเผยให้เห็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมไทยมีทรัพยากรจำกัดจึงมักเน้นอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งเมื่อมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิดก็ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาทำคดีเหล่านี้แทนที่จะไปทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ ผศ.ฐิติรัตน์เน้นย้ำว่า หลักการเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างโจกท์และจำเลยเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรเปลี่ยนตามเทคโนโลยี เพราะหากไม่มีความเท่าเทียม ประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการและอาจหันไปใช้วิธีนอกกฎหมาย สำหรับคดีออนไลน์ควรแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพื่อรักษาสิทธิของทุกฝ่าย และรัฐต้องเข้ามาดูแลให้กระบวนการเป็นธรรมตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
.
นอกจากนี้ ผศ.ฐิติรัตน์ยังกล่าวถึงความท้าทายของคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ว่าควรโอนคดีไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่จำเลย แม้อาจทำให้พยานลำบากขึ้นบ้างแต่พยานไม่ได้ต้องมาศาลตลอดเหมือนจำเลยและทนายความ พร้อมทั้งเสนอให้สร้างระบบกลางในการกลั่นกรองเพื่อไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายในทางทุจริต และเสนอให้กำหนดตัวชี้วัดในแผนสิทธิมนุษยชนฉบับต่อไปว่าการฟ้องคดีในที่ห่างไกลเป็นการลดโอกาสการเข้าถึงทนายความ เพื่อให้หน่วยงานราชการนำไปปฏิบัติจริงในทางปฏิบัติ
.
ในส่วนของ อ. ดร.คงสัจจาได้อธิบายถึงมิติด้านวัฒนธรรมทางกฎหมายว่าเขตอำนาจศาลแต่เดิมออกแบบมาบนฐานคิดเรื่องกายภาพและการแสวงหาข้อเท็จจริงในสถานที่เกิดเหตุเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งไม่ได้รองรับอาชญากรรมออนไลน์ที่ไม่มีพื้นที่ทางกายภาพเด่นชัด เมื่อนำหลักการเดิมมาประยุกต์ใช้โดยไม่ดูบริบทจึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ต้องหา การฟ้องทางไกลในลักษณะนี้กลายเป็นการลงโทษผู้ถูกฟ้อง เปิดช่องให้เกิดกลุ่มนักร้องในสังคม และสร้างความกลัวจนบั่นทอนวัฒนธรรมการถกเถียงและจินตนาการในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันตัวบทกฎหมายและศาลพิจารณาเพียงแค่ระดับ “ความน่าจะเสียหาย” ก็รับฟ้องแล้ว ซึ่งขัดกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นธรรมและรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่ได้มาจากส่วนบนแต่เกิดจากการต่อสู้ของประชาชน จึงเสนอให้เปิดพื้นที่ทางการเมืองและสนับสนุนการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองเพื่อหาทางออกร่วมกัน
.
ด้านมุมมองของพนักงานสอบสวน พ.ต.อ. ชิษณุพงศ์ระบุว่าอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีปริมาณสูงถึงสี่แสนคดีต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงออนไลน์ที่ระบบทั้งระบบอยู่บนโลกออนไลน์อย่างแท้จริง ต่างจากคดีความมั่นคงหรือคดีหมิ่นประมาทที่รู้ตัวโจทก์และจำเลยตั้งแต่ต้น ในส่วนของตำรวจนั้นพยายามวางตัวเป็นกลางอย่างยิ่ง และนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาคดีเริ่มลดลงเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการกลั่นกรองมากขึ้น การตีความภาพหน้าจอในคดีออนไลน์เป็นเรื่องอัตวิสัย ตำรวจจึงต้องรวบรวมความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ประกอบด้วย สำหรับการโอนคดีเพื่อคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหานั้นสามารถทำได้และเคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้สูงอายุและมีปัญหาสุขภาพ แต่ทั้งนี้ตำรวจก็ต้องรักษาความเป็นกลางกับผู้ร้องทุกข์ด้วยเช่นกัน โดยพร้อมพิทักษ์สิทธิ์ของทุกฝ่ายและยึดหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน
.
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรและผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน โดย ผศ. ดร.พัชร์สรุปว่าสังคมก็ถือเป็นผู้เสียหายจากปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากต้องสูญเสียทรัพยากรของรัฐไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ขณะที่อธิวัฒน์โต้แย้งหลักการอ้างสถานที่เห็นข้อความออนไลน์โดยระบุว่าตำรวจควรให้ผู้แจ้งความพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนว่าเห็นข้อความในพื้นที่นั้นจริง เนื่องจากพยานหลักฐานออนไลน์ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ และย้ำว่าการยกฟ้องในภายหลังไม่ถือเป็นความยุติธรรมหากผู้ต้องหาถูกลงโทษผ่านกระบวนการไปแล้วระหว่างดำเนินคดี ทางด้านเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวปิดท้ายโดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการนำกระบวนการยุติธรรมมาสร้างภาระและความเสียหายให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะทาง ซึ่งถือเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนศาลตัดสิน และหวังว่าข้อเสนอจากการเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลต่อไป
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น