35 ปีอุ้มหาย ‘ทนง โพธิ์อ่าน’ : สรุปเสวนา ส่องอดีต ปัจจุบัน อนาคตประกันสังคม
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ มูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน จัดงานเสวนาในหัวข้อ "ส่องอดีต มองปัจจุบัน สู่ประกันสังคมในอนาคต" เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีการหายตัวไปของทนง โพธิ์อ่าน อดีตประธานสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญในการผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคมและสิทธิแรงงานในด้านต่าง ๆ ตลอดจนเป็นผู้นำแรงงานที่ร่วมคัดค้านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2534 จนกระทั่งถูกบังคับสูญหาย
.
สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้า อาจารย์ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน ได้นำเสนอถึงพัฒนาการของการต่อสู้เพื่อระบบประกันสังคม โดยระบุว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2533 หรือเมื่อแรกเริ่มมี พรบ. ประกันสังคม หากแต่สืบเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคสหชีพและองค์กรแรงงานได้ร่วมกันผลักดันแนวคิดระบบประกันสังคมแห่งชาติ ทว่าต้องหยุดชะงักลงจากการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490
.
ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ได้มีการตรากฎหมายประกันสังคมฉบับแรกขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากรัฐบาลต้องการสร้างคะแนนนิยมในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน อย่างไรก็ดีกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้จริงได้เนื่องจากเผชิญกระแสต่อต้านจากฝ่ายนายจ้าง ประกอบกับแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจและกังวลเรื่องการหักเงินสมทบ อีกทั้งขบวนการแรงงานในขณะนั้นยังขาดเอกภาพและพลังขับเคลื่อน
.
ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการแรงงานกลับมามีความเข้มแข็งอีกครั้ง การเรียกร้องระบบประกันสังคมได้กลายเป็นข้อเรียกร้องหลักเพียงหนึ่งเดียวในวันแรงงานสากลมาโดยตลอดและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้น แม้จะผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คณะทำงานดังกล่าวก็ยังคงขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง
.
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 ทนงได้จัดตั้งคณะกรรมการผลักดันเรื่องประกันสังคมขึ้นและดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ จนในที่สุดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2533 ร่าง พรบ. ประกันสังคมจำนวน 5 ร่างได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและประกาศใช้สำเร็จในเวลาต่อมา ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างขบวนการแรงงาน นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักการเมือง องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน
.
ด้านชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับทนงในช่วงก่อนการสูญหาย โดยระบุว่าภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทนงมีบทบาทอย่างโดดเด่นในการคัดค้านการแยกรัฐวิสาหกิจออกจากกฎหมายแรงงานและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบทบาทในมิตินี้มักถูกกล่าวถึงน้อยกว่าบทบาทด้านการผลักดันกฎหมายประกันสังคม
.
ขณะที่บุญมี วันดี แกนนำแรงงานกลุ่มย่านพระประแดง ได้เล่าถึงประสบการณ์การขับเคลื่อนกฎหมายประกันสังคมในอดีต โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทิดภูมิ ใจดี ที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีระบบประกันสังคม และแนะนำให้ศึกษาแนวคิดของอาจารย์นิคม จันทรวิทุร
.
ในช่วงที่บุญมีดำรงตำแหน่งกรรมการสหพันธ์แรงงานสิ่งทอได้มีการจัดอบรมสัมมนาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องประกันสังคมในกลุ่มแรงงานหญิงซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการชุมนุมและอดอาหารประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภาเพื่อกดดันให้พิจารณาร่างกฎหมายประกันสังคมก่อนปิดสมัยประชุม โดยกลุ่มคนงานได้สลับหมุนเวียนกันมาร่วมชุมนุมตามกะการทำงาน การกดดันดังกล่าวส่งผลให้ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษในขณะนั้น หยิบยกเอาข้อเรียกร้องของกรรมกรที่ชุมนุมอยู่หน้ารัฐสภาขึ้นมาหารือในสภา ทำให้ร่างกฎหมายถูกนำกลับเข้าสู่การพิจารณาและผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน
.
อีกด้านหนึ่ง วรชาติ อหันทริก อดีตประธานสหพันธ์การเงินและการธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองว่าในอดีตกลุ่มแรงงานภาคธนาคารและแรงงานสำนักงานหรือที่เรียกว่าแรงงานคอปกขาวมักติดตามการเคลื่อนไหวอยู่ห่าง ๆ และไม่ค่อยเข้าร่วมการขับเคลื่อนภาคสนามโดยตรง นอกจากนี้ยังได้ระบุถึงความทรงจำในวันที่คณะ รสช. เรียกพบผู้นำแรงงาน ซึ่งทนงได้แสดงความกล้าหาญในการเผชิญหน้าและวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐประหารอย่างตรงไปตรงมา
.
ส่วนธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน รักษาการกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 ว่าเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของขบวนการแรงงาน หลังจากกฎหมายรองรับการเลือกตั้งถูกชะลอไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 พร้อมชี้ให้เห็นว่าในอดีตระบบตัวแทนผู้ประกันตนถูกจำกัดสิทธิในรูปแบบ "หนึ่งสหภาพ หนึ่งเสียง" โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิก ทำให้ไม่สามารถสะท้อนเสียงของผู้ประกันตนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ได้เน้นย้ำว่าการพัฒนาประกันสังคมในอนาคตจำเป็นต้องทลายข้อจำกัดของระบบราชการ เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกองทุน และยกระดับสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะบำนาญชราภาพและระบบบริการสุขภาพ
.
ในช่วงบ่าย ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอโจทย์ความท้าทายสำคัญของระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่าปัญหามิได้มีเพียงแค่เสถียรภาพทางการเงินของกองทุนเท่านั้น แต่รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานและโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากหลุดลอยออกนอกระบบการคุ้มครองทางสังคม
.
ปัจจุบันแรงงานที่มีลักษณะการทำงานแบบพึ่งพิงมักถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 40 ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองที่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง นอกจากนี้อัตราการใช้สิทธิกรณีว่างงานที่สูงขึ้นหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 ผลกระทบจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ทดแทนแรงงาน ตลอดจนปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลง ล้วนส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบการคุ้มครองอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ยืดหยุ่นและรองรับความหลากหลายของรูปแบบการจ้างงานโดยไม่ยึดติดเฉพาะความสัมพันธ์แบบนายจ้างและลูกจ้างในระบบเดิม
.
ส่วนมนัส โกศล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวเสริมถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เริ่มต้นจากการคุ้มครองเพียง 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และเสียชีวิต ก่อนจะขยายสู่กรณีชราภาพและว่างงานในปัจจุบัน สำหรับความท้าทายในปัจจุบันคือกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มและรูปแบบการจ้างงานอุบัติใหม่ที่ยังขาดการคุ้มครอง ประกอบกับจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีแนวโน้มลดลง จึงเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนนิยามทางกฎหมายจาก "ลูกจ้าง" เป็น "คนทำงาน" และเห็นด้วยกับการนำกองทุนประกันสังคมออกไปบริหารจัดการนอกระบบราชการเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน แต่ไม่เห็นด้วยหากจะแยกองค์กรประกันสังคมออกไปทั้งหมด
.
ด้านทองอยู่ คงขันธ์ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ได้สะท้อนมุมมองว่าความสัมพันธ์ด้านแรงงานที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยมองว่าอนาคตของประกันสังคมขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการกองทุนให้มีความมั่นคง โปร่งใส และสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดจนการขยายฐานผู้ประกันตนเพื่อรองรับภาระผูกพันด้านบำนาญชราภาพในสังคมสูงวัย
.
ขณะที่ชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาและอดีตรองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เสนอแนะให้เปลี่ยนนิยามคำว่า "แรงงาน" เป็น "คนทำงาน" เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคมให้แก่ทุกกลุ่มอาชีพรวมถึงแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อโครงสร้างการบริหารกองทุนในปัจจุบันว่าเหตุใดฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินสมทบหลักจึงมีสัดส่วนอำนาจในการตัดสินใจน้อยกว่าผู้แทนจากภาคส่วนราชการ
.
ในช่วงท้าย บัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิชาการด้านแรงงาน ได้อธิบายถึงปรัชญาของระบบประกันสังคมว่าตั้งอยู่บนหลักการ "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" เพื่อให้ผู้มีรายได้สูงร่วมแบกรับความเสี่ยงของผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบการกระจายความคุ้มครอง มิใช่ระบบสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส พร้อมทั้งชี้แจงว่า การนำสำนักงานประกันสังคมออกนอกระบบราชการหมายถึงการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้เป็นหน่วยงานสาธารณะที่มีความคล่องตัวภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ไม่ใช่การแปรสภาพเป็นภาคเอกชน นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่ายังมีแรงงานอีกหลายกลุ่ม เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน หรือลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ที่ยังคงถูกจำกัดสิทธิจากระบบ การพัฒนาระบบในอนาคตจึงต้องคำนึงถึงกติกาที่ยืดหยุ่นตามความหลากหลายของแต่ละอาชีพ
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น