ขอ สตง. แจงปมตึกถล่ม - เกณฑ์วัดงบประมาณ ชี้สร้างบรรยากาศความกลัวทำท้องถิ่นไม่กล้าพัฒนา
วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ผมได้ร่วมอภิปรายตั้งคำถามสำคัญต่อการทำงานของ สตง. โดยเปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงเหตุการณ์อาคารของ สตง. ถล่มลงมาทั้งที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเป็นพันกิโลเมตร และเป็นเพียงอาคารเดียวในบริเวณนั้นที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง พร้อมเน้นย้ำว่า สตง. เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตนเองจะตรวจสอบเพียงแค่กระบวนการตามระบบปกติทั่วไปไม่ได้ เพราะหากไม่สามารถทำความจริงให้กระจ่างและสร้างความอธิบายที่ชัดเจนแก่สังคมได้ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธา และอาจทำให้หน่วยงานอื่นที่ถูก สตง. ตรวจสอบเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการทำหน้าที่ได้
.
ประเด็นต่อมาผมได้ทักท้วงตอนหนึ่งของรายงานเกี่ยวกับการประเมินอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (Benefit-Cost Ratio) โดยตั้งข้อสังเกตว่า สตง. ได้รับงบประมาณปีดังกล่าวจำนวน 3,357.09 ล้านบาท และมีการระบุว่าสามารถสร้างผลประโยชน์คิดเป็นมูลค่าทางการเงินกลับคืนมาได้ 1.08 บาทต่อทุก ๆ 1 บาทที่จ่ายไป
.
จากการตรวจสอบรายละเอียดพบว่า มูลค่าผลประโยชน์ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1: มูลค่าความเสียหายที่เรียกคืนและรายได้ที่จัดเก็บเพิ่ม จำนวน 731.84 ล้านบาท ส่วนที่ 2: มูลค่าความเสียหายที่ป้องกันได้ ค่าเสียโอกาส และค่าความเสียหายจากการดำเนินงาน จำนวน 2,899.90 ล้านบาท
.
ผมยังได้ตั้งคำถามถึงที่มาของตัวเลขในส่วนที่สองเนื่องจากเป็นการประเมินในทางเศรษฐศาสตร์และเป็นการประมาณการ โดยเฉพาะเอาค่าเสียโอกาสมานับ ไม่ใช่การประเมินทางการเงินพร้อมระบุว่าหากใช้กรอบวิธีคิดเช่นนี้ไปชี้วัดกับหน่วยงานรับงบประมาณอื่น ๆ ที่ทำงานด้านคุณค่าที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ เช่น งานส่งเสริมวัฒนธรรม จะส่งผลกระทบอย่างไร
.
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความต่างของตัวเลขที่ สตง. ประเมินว่าป้องกันความเสียหายได้เกือบสามพันล้านบาทแต่กลับเรียกเงินคืนจริงได้เพียงเจ็ดร้อยกว่าล้านบาท สะท้อนถึงปัญหาความล่าช้าหรือการประวิงเวลาในการทวงเงินคืนของหน่วยงานต่าง ๆ หรือไม่ ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวอาจเสี่ยงทำให้รัฐสูญเสียสิทธิ์ในการเรียกคืนตามกรอบระยะเวลาทางกฎหมาย และอยากทราบว่า สตง. มีมาตรการเด็ดขาดอย่างไรในการจัดการกับกรณีนี้
.
จากนั้นผมได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่าปัจจุบันเกิดบรรยากาศความกลัวจากการตรวจจับผิดของ สตง. ที่มักใช้ดุลพินิจเข้าไปตรวจสอบจนทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าคิดหรือทำสิ่งใหม่ ๆ นอกเหนือจากกรอบเดิม ซึ่งขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 ที่บัญญัติให้กำกับดูแลท้องถิ่นเพียงเท่าที่จำเป็นและต้องไม่ก้าวก่ายดุลพินิจ
.
ท้ายที่สุดผมได้ยกข้อมูลจากรายงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ปี 2566 เพื่อลบล้างทัศนคติที่มองว่าท้องถิ่นทุจริตสูง โดยชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ถูกชี้มูลความผิดมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 23 ของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จึงเสนอให้ สตง. ปรับทบทวนทิศทางในอนาคต ลดการควบคุมที่เกินความจำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้ออกแบบการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
.
ด้านมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงถึงกรณีอุบัติอาคารสำนักงาน สตง. ทรุดตัวและถล่มลงมาว่า โครงการดังกล่าวเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ มูลค่างบประมาณ 2,500 ล้านบาท (เบิกจ่ายแล้ว 900 กว่าล้านบาท) ซึ่ง สตง. ไม่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จึงใช้วิธีจัดจ้างบริษัทเอกชนทั้งหมด ทั้งการออกแบบ การก่อสร้างโดยบริษัทร่วมค้าอิตาเลียนไทยฯ และบริษัทซีอาร์ซีซีของจีน รวมถึงจ้างเอกชนควบคุมงาน
.
หลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 รัฐบาลในขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สตง. ประกอบด้วย กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กทม. สภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแห่ง ร่วมตรวจสอบจนได้ข้อสรุปว่าสาเหตุเกิดจาก "การออกแบบที่ผิดหลักกฎหมายและหลักวิศวกรรม" ประกอบกับ "การก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาชีพ"
.
ปัจจุบันพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัทผู้ออกแบบ บริษัทผู้รับเหมา และบริษัทควบคุมงานรวม 23 รายในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาล ส่วนกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางดีเอสไอ (DSI) ได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนแล้ว ยืนยันกระบวนการทั้งหมดทำอย่างโปร่งใสโดยหน่วยงานภายนอก
.
ส่วนประเด็นการตั้งข้อสังเกตเรื่องอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายที่ระบุว่า สตง. สร้างมูลค่าคืนกลับทางการเงินได้ 1.08 บาทต่อทุก 1 บาทของงบประมาณนั้น ผู้ว่าการ สตง. ชี้แจงว่าหัวข้อการวิเคราะห์ความเสียหายเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ได้รับ รวมถึงกรอบการประเมินดังกล่าวเป็นรูปแบบที่อนุกรรมมาธิการองค์กรอิสระของสภาชุดที่ผ่านมาเป็นผู้กำหนดไว้เพื่อให้ทุกองค์กรอิสระใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการจัดทำรายงานประจำปี สตง. จึงต้องจัดทำข้อมูลในลักษณะดังกล่าวตามเกณฑ์ที่สภากำหนด ทั้งนี้ผู้ว่าการ สตง. ไม่ได้ตอบชี้แจงประเด็นว่าเรื่องนี้เป็นการประเมินทางเศรษฐกิจไม่ใช่การประเมินทางการเงินแต่อย่างใด
.
สำหรับข้อกังวลเรื่องการตรวจจับผิดจนทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความกลัวและไม่กล้าพัฒนานั้น ผู้ว่าการ สตง. ระบุว่าทิศทางการทำงานในอนาคตจะเปลี่ยนจากการมุ่งตรวจสอบรายละเอียดเพื่อจับผิดข้อกฎหมายไปเป็นการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงิน โดยเน้นดูที่ผลผลิตและผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ นอกจากนี้ยังได้จับมือกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เข้าตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปตั้งแต่ขั้นตอนการตั้งงบประมาณและกำหนดราคากลาง เพื่อเน้นการตรวจสอบเชิงแนะนำและป้องปรามไม่ให้เกิดการทุจริตตั้งแต่ต้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น