เปิดไส้ในหลักสูตรนักบริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ไร้เงาภาคประชาชน - ตั้งปมขนเอกชนดูงานบิ๊กพลังงานคู่กรณีคดีความ ด้านเลขาฯ ยันไม่เกี่ยวศาลปกครอง
วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา มีวาระพิจารณารายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง โดยผมได้ร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวชี้วัดผลงานและประเด็นความโปร่งใสในหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงของศาลปกครอง
.
จากการตรวจสอบรายงานประจำปีพบว่าศาลปกครองสามารถทำผลงานผ่านเกณฑ์ตามเป้าหมายพื้นฐานได้ 4 จาก 5 ตัวชี้วัด ทั้งในปี 2567 และ 2568 โดยตัวชี้วัดที่ไม่ผ่านเกณฑ์คือเรื่องจำนวนคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้เนื่องจากมีปริมาณคดีเข้าสู่การพิจารณาเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงการเป็นที่พึ่งของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดโดยรัฐ
.
อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่น่าสังเกต คือ ตัวชี้วัดที่ 1 เกี่ยวกับร้อยละของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งผลการประเมินทะลุเป้าหมายไปสูงมาก โดยปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 95.12 และปี 2568 สูงถึงร้อยละ 98.13 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 91 จึงต้องการสอบถามถึงระเบียบวิธีวิจัยและกระบวนการออกแบบการสำรวจว่ามีที่มาอย่างไร
.
อีกประเด็นสำคัญที่ผมหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือหลักสูตรนักบริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง (บ.ส.ป.) ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางปกครองภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับสำนักงานศาลปกครอง แม้กิจกรรมนี้จะไม่ได้ถูกระบุไว้ในรายงานประจำปีแต่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับศาลปกครองอย่างใกล้ชิด ทั้งการใช้บุคลากรระดับตุลาการเป็นวิทยากร การที่ประธานศาลปกครองไปเป็นประธานเปิดงาน รวมถึงการใช้สถานที่และช่องทางประชาสัมพันธ์ร่วมกัน
.
จากการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 4 (ปี 2568) จำนวน 110 คนพบข้อสังเกตว่าสัดส่วนภาคเอกชนสูงเกินไป โดยมีผู้บริหารจากภาคเอกชนมากถึง 57 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจที่มีคดีความพิพาทในศาลปกครองรวมอยู่ด้วย เช่น ธุรกิจน้ำตาลและธุรกิจโทรคมนาคม ตลอดจนตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและทนายความอีก 3 คน นอกจากนี้ยังขาดส่วนร่วมภาคประชาชน แม้วัตถุประสงค์หลักสูตรจะระบุว่าเปิดรับภาคประชาสังคมและประชาชนแต่ในความเป็นจริงกลับมีตัวแทนจากมูลนิธิภาคประชาชนเพียงแห่งเดียวเท่านั้น อีกทั้งหลักสูตรดังกล่าวมีการเรียกเก็บค่าลงทะเบียนเรียนสูงถึง 230,000 บาทซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่กีดกันภาคประชาสังคมและผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเข้าถึงองค์ความรู้
.
นอกจากนี้ผมยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานของหลักสูตร ซึ่งมีการเดินทางไปเยี่ยมชมบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและเป็นองค์กรที่มีประเด็นคดีความอยู่ในศาลปกครองเช่นกัน จึงเกรงว่าพฤติการณ์ในลักษณะนี้รวมถึงกิจกรรมสานสัมพันธ์และการไปดูงานต่างประเทศ อาจถูกมองเป็นการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ที่ทำให้ภาคเอกชนบางกลุ่มได้เปรียบ และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลปกครองได้ พร้อมกันนี้ผมยังได้ขอให้ศาลปกครองชี้แจงว่าสำนักงานศาลปกครองได้มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเข้าไปสนับสนุนหรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายในหลักสูตรของมูลนิธิแห่งนี้ด้วยหรือไม่
.
ในช่วงท้ายผมได้เสนอแนะให้ศาลปกครองระบุบทบาทหน้าที่ของประธานศาลปกครองในการเป็นคณะกรรมการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญลงในรายงานประจำปีด้วย เนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวุฒิสภาในการรับไม้ต่อเพื่อลงมติเห็นชอบ โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมามีการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรละ 2 รอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกระบวนการใช้ดุลพินิจได้อย่างรอบด้าน
.
ด้านเจตน์ สถาวรศีลพร เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ชี้แจงตอบคำอภิปรายของผมในประเด็นหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงว่าปัจจุบันสำนักงานศาลปกครองไม่มีการจัดหลักสูตรลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด โดยหลักสูตรระดับสูงที่ศาลปกครองเคยดำเนินการเองนั้นได้ยกเลิกไปนานกว่า 10 ปีแล้ว
.
ส่วนหลักสูตร บ.ส.ป. ที่ถูกพาดพิงนั้นเป็นการดำเนินงานของมูลนิธิวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องผูกพันทางกฎหมายกับศาลปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรมีเพียงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการร่วมกันเท่านั้น สำหรับกรณีที่ปรากฏรายชื่อตุลาการศาลปกครองไปทำหน้าที่วิทยากร เป็นการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ไม่ได้เป็นการไปโดยพลการ
.
พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าสำนักงานศาลปกครองในฐานะหน่วยงานราชการไม่เคยจัดสรรหรือสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินใด ๆ ให้แก่มูลนิธิดังกล่าวเนื่องจากไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับศาลปกครองนั้น เป็นไปตามขั้นตอนที่มูลนิธิได้ยื่นขออนุญาตใช้สถานที่อย่างถูกต้องตามระเบียบ
.
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมินความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลปกครองที่สูงกว่าร้อยละ 98 นั้น เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองระบุว่าในอดีตศาลปกครองเคยใช้วิธีการศึกษาวิจัยด้วยตนเอง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปจำนวนไม่น้อยกว่า 800 คน รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
.
ทว่าในปีงบประมาณ 2568 ทางสำนักงานศาลปกครองเห็นว่าการจัดทำกระบวนการสำรวจเองทั้งหมดกลายเป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่ และเพื่อความเป็นกลางในการประเมินผลจึงได้ว่าจ้างหน่วยงานภายนอก คือ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เป็นผู้ดำเนินการวิจัยและเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 800 คนแทน ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ศาลปกครองไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือกำหนดทิศทางของผลวิจัยให้เอื้อประโยชน์ต่อชื่อเสียงของศาลได้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นไปตามหลักสถิติและข้อเท็จจริงทางวิชาการ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น