ตามหากุญแจที่หายไป: ทำไมเราต้องรู้ว่ากรรมการสรรหา ‘คุยอะไรกัน’ ก่อนจิ้มเลือก กกต.
วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) ผมได้มีโอกาสยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา กกต. และองค์กรอิสระอื่น เพื่อขอให้พิจารณาเปิดเผยกระบวนการ 'ปรึกษาหารือ' ของคณะกรรมการสรรหาในรายงาน [ตามภาพที่แนบมา]
.
ถามว่าทำไมมาเรียกร้องประเด็นนี้ ต้องบอกก่อนครับว่า ที่ผ่านมาในรายงาน "การพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (แทนตําแหน่งที่ว่าง) และองค์กรอิสระอื่น" [ลิงก์ตัวอย่างในช่องคอมเมนท์] จะมีข้อมูลทั้งมูลเหตุแห่งการสรรหา, กระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการสรรหา, ขั้นตอนการพิจารณา, ตลอดจนภาคผนวกที่แสดงความคิดเห็น, บันทึกคำให้สัมภาษณ์ ใบสมัคร และหนังสือแสดงความยินยอมของผู้สมัครแล้วก็ตาม (เรียกว่ามากกว่าฝั่ง กมธ.สอบประวัติฯของ สว.) แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการคือ การ 'ปรึกษาหารือ' หายไปครับ
.
ในรายงานระบุเพียงว่า การปรึกษาหารือนั้น “โดยวิธีการประชุมลับ ก่อนการลงมติคัดเลือกในแต่ละรอบก็ได้” แล้วเราจะไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาปรึกษาหารือกันเรื่องอะไร ไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดของการปรึกษาหารือ แม้แต่ประเด็นที่ถูกยกมาปรึกษาหารือนั้นก็ไม่รายงาน ในรายงานจะตัดข้ามไปที่การลงมติของกรรมการสรรหาเลย
.
ที่ผมว่ากระบวนการปรึกษาหารือนั้นเป็นหัวใจของกระบวนการสรรหานั้นก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ม. 203 วรรคหก บัญญัติไว้ชัดว่า "ในการสรรหา ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคล.." ประเด็นนี้ยังถูกย้ำไว้ในหนังสือ “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560” (หน้า 351) ว่า มาตรา 203 วรรคหก นั้น “มุ่งหมายที่จะให้คณะกรรมการใช้วิธีการในการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน มากกว่าที่จะใช้วิธีลงคะแนนโดยไม่ปรึกษาหารือกันเลย” [ดูภาพที่แนบมาประกอบ]
.
นี่เป็นการย้ำว่ากระบวนการปรึกษาหารือคือหัวใจของการสรรหาเพื่อให้ได้บุคคลตามสเปค และเพื่อเป็นหลักประกันว่าเราจะได้บุคคลนั้นจริงๆ ทั้งส่วนของ สว.ที่จะลงมติให้ความเป็นชอบหรือประชาชนที่จะตรวจสอบรวมทั้งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของคนเหล่านี้ การเปิดเผยหัวใจนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่าทางประธานและกรรมการสรรหาจะพิจารณาแก้ไขวิธีการดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งเปิดเผยมากขึ้นผ่านรายงานกระบวนการสรรหานั้น
.
แน่นอนว่ากระบวนการของคณะกรรมการสรรหามันไม่ใช่จุดชี้ขาด เพราะท้ายที่สุด สว.อาจไม่ให้ผ่าน ซึ่งที่ผ่านมา สว.ชุดปัจจุบันก็ไม่ให้ผ่านมาแล้ว 9 คน จากที่เสนอชื่อมากว่า 20 คน แม้แต่คนที่ผ่านมติจากกรรมการสรรหาแบบเอกฉันท์ สว. ก็คว่ำมาแล้วเช่นกัน ใช่แน่นอนที่ สว.เป็นคีย์สำคัญ แต่ผมก็ทักท้วงจนถึงเสนอให้มีการแก้ข้อบังคับในกระบวนการแล้ว ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นจึงขอไปยังต้นน้ำอย่างกรรมการสรรหา อย่างน้อยที่สุดการเปิดเผยข้อถกเถียงของกรรมการสรรหาในการปรึกษาหารือก็จะได้เป็นข้อมูลที่ให้สาธารณชนได้ติดตามและรับรู้คนที่จะได้หรือไม่ได้เป็นองค์กรอิสระนั้น
.
อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาผมเคยส่งหนังสือไปให้กรรมการสรรหาพิจารณาประเมินผลกระทบจากการส่งผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. มาให้ สว.เห็นชอบ เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนกันแล้วรอบหนึ่ง เพราะขณะนี้ สว.จำนวนมากกว่าครึ่ง ซึ่งหมายถึงจำนวนที่จะให้หรือไม่ให้แคนดิเดต กกต.คนนั้นได้หรือไม่ได้ กำลังตกอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ กกต.เอง ก็หวังว่าทั้งประเด็นนั้นและประเด็นใหม่ที่ยื่นไปนี้จะได้รับการพิจารณาจากประธานและกรรมการสรรหา กกต.


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น