ขอ กสทช. เร่งเคาะโรดแมปทีวีดิจิทัล ย้ำฟรีทีวีคือความมั่นคงรัฐ - สิทธิพื้นฐานคนจน
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ในการประชุมวุฒิสภามีการพิจารณาญัตติเรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัล พ.ศ. 2572 และทิศทางการกำกับดูแล รูปแบบการอนุญาต การบริหารจัดการคลื่นความถี่และโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของไทยในอนาคต ซึ่งเสนอโดย สว. สุทนต์ กล้าการขาย ซึ่งผมได้ร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าวโดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ไทย
.
ประเด็นสำคัญที่ภาคผู้ประกอบการ สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้บริโภคต่างเรียกร้องร่วมกันในขณะนี้ คือ ความชัดเจนเกี่ยวกับแผนนำทางหรือโรดแมป (Roadmap) จากทางภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งปัจจุบันเหลือเวลาสำหรับการเตรียมตัวอีกไม่ถึง 3 ปีเท่านั้น หากมีความชัดเจนเกิดขึ้นก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจและช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนและออกแบบแนวทางการลงทุนต่อไปได้
.
อย่างไรก็ตามจากการติดตามการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อช่วงที่ผ่านมาพบว่าที่ประชุมร่วมของ กสทช. ยังไม่ได้มีการลงมติเห็นชอบตัวแผนโรดแมปดังกล่าว แต่ได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน กสทช. กลับไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอกรอบแนวทางดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งภายในกรอบเวลา 30 วัน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
.
ขณะเดียวกันคลื่นความถี่โทรทัศน์ไม่ใช่เพียงเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่รัฐไทยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบโครงข่ายมาอย่างยาวนาน แม้จะมีกระแสทัศนะจากบางส่วนที่มองว่ารัฐไม่จำเป็นต้องเข้ามาอุดหนุนหรือให้ความสำคัญกับทีวีดิจิทัลอีกต่อไป เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปใช้อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงเชิงสถิตินั้นกลุ่มผู้สูงอายุยังคงรับชมทีวีอยู่เป็นจำนวนมากแม้จะมีการใช้งานสมาร์ทโฟนควบคู่ไปด้วย
.
ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตนั้นไม่ได้เป็นสวัสดิการฟรีแต่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ ทั้งค่าบริการรายเดือนและค่าอุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ การคงอยู่ของสื่อฟรีทีวีจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความยุติธรรม รักษาทรัพยากรพื้นฐาน และคุ้มครองสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย
.
ในมิติความมั่นคงและเสถียรภาพของสังคม ผมแสดงความกังวลว่าการปล่อยให้ระบบนิเวศสื่อพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติหรือ OTT เพียงอย่างเดียวจะสร้างความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากอำนาจการต่อรองของรัฐไทยกับบรรษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอยู่อย่างจำกัดมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดเก็บภาษีรายได้ การกำกับดูแลผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งการประสานงานเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั่วไปในการลบภาพหรือข้อมูลที่ละเมิดสิทธิ์ก็ทำได้ยากยิ่ง
.
นอกจากนี้การรับสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบันยังถูกควบคุมโดยระบบกลไกคัดเลือกเนื้อหาหรืออัลกอริทึม (Algorithm) ที่คอยจัดสรรข้อมูลบนหน้าฟีดกระดานข่าวตามความพึงพอใจของระบบ ซึ่งรัฐและผู้บริโภคไม่สามารถกำกับดูแลได้ ความน่ากังวลจะยิ่งเด่นชัดขึ้นในยามที่ประเทศเผชิญกับภาวะวิกฤต ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาดร้ายแรง หรือสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องมีระบบการสื่อสารที่รวมศูนย์ มีเอกภาพ และสามารถกระจายชุดข้อมูลเดียวกันไปยังประชาชนทั่วประเทศได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ซึ่งระบบอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มต่างชาติไม่สามารถตอบโจทย์การสื่อสารอย่างเป็นเอกภาพในลักษณะนี้ได้
.
นอกจากนี้บทบาทของทีวีดิจิทัลยังสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพของนิเวศข้อมูลข่าวสาร ในปัจจุบันพื้นที่สื่อที่ถูกผลิตและกลั่นกรองโดยวิชาชีพสื่อมวลชนหรือนักข่าวที่มีมาตรฐาน จริยธรรม และระเบียบวิธีการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมจากผู้ผลิตเนื้อหาทั่วไปหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ รวมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเริ่มแยกแยะได้ยากขึ้น
.
แม้การเติบโตของผู้ผลิตเนื้อหาอิสระจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่หากพื้นที่การนำเสนอข่าวสารด้วยระเบียบวิธีแบบสื่อมวลชนต้องสูญหายไป นิเวศข้อมูลข่าวสารของประเทศจะถูกชี้นำโดยเนื้อหาที่อาจไม่ได้ยึดโยงกับหลักจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุดในท้ายที่สุดคือประชาชนนั่นเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น