Stories of Arnon เล่าเรื่อง “อานนท์” จากทนาย ม.112 สู่ผู้ต้องขังการเมือง ความหวังที่ยังส่งต่อถึงคนนอกเรือนจำ
วานนี้ (26 กันยายน 2569) ในกิจกรรม “Unforgotten: 3 ปีที่อานนท์ นำภาอยู่ในเรือนจำ” ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ มีวงพูดคุย Stories of Arnon “เล่าเรื่องอานนท์ มองเรื่องมาตรา 112” โดยมีผู้ร่วมวงคือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล (หนุ่ม เรดนนท์) อดีตผู้ต้องหาคดี ม.112 ลูกความของอานนท์ นำภา อ. ดร.คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา กรรมการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ธัชพงศ์ แกดำ อดีตแกนนำกลุ่มราษฎร และจีรนุช เปรมชัยพร อดีตผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
ธันย์วุฒิหรือ “หนุ่ม เรดนนท์” เล่าว่าตนเป็นคนเสื้อแดงและไม่เคยรู้จักทนายความสิทธิมนุษยชนมาก่อน ถูกจับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 จากการโพสต์ด้วยความคับแค้นก่อนการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ซึ่งตนไม่มีความรู้กฎหมาย ตำรวจไม่แจ้งสิทธิ แต่ทั้งยึดโทรศัพท์ ข่มขู่ และเอาลูกของตนมาอ้าง ก่อนบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ตนถูกตัดสินจำคุก 13 ปี ติดจริง 9 ปี และไม่เคยได้ประกันตัว
.
ช่วงแรกครอบครัวกลัวคดีที่เกี่ยวกับเจ้า ไม่มีญาติกล้ารับลูกไปดูแล จนกลุ่มแดงนนทบุรีต้องรับไปแทน ต่อมาวันขึ้นศาลตนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นทนายให้ จนคนจากประชาไทเสนออานนท์ นำภาและเพื่อนทนายซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่กล้าทำคดี ม.112 เมื่อมีนักโทษการเมืองเข้ามามากขึ้น บางคนไม่มีรองเท้า ไม่มีอาหาร และไม่มีญาติมาเยี่ยม ตนจึงรวบรวมรายชื่อและคดีส่งให้ประชาไทกับอานนท์ประสานต่อ จนมีคนเข้ามาเยี่ยมผู้ต้องขังทุกเดือน แม้เรื่องคดีของตนจะยากเพราะเซ็นรับสารภาพไปแล้วแต่อานนท์ยังพิมพ์ข้อความจากคนที่เขียนให้กำลังใจส่งมาให้ถึงในคุกทำให้ตนถึงกับร้องไห้ ช่วงอยู่ในเรือนจำก็ต้องเผชิญเรื่องหนักหนา ทั้งถูกผู้คุมให้คนรุมกระทืบ ต้องถูกตีตรวนและแก้ผ้าให้ตรวจร่างกาย การขึ้นศาลจึงกลายเป็นเรื่องเล็กที่ตนไม่สนใจฟังแต่สนใจอยู่กับลูกมากกว่า
.
อรพิณเล่าว่าคดีของธันย์วุฒิเป็นหนึ่งในคดี พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ยุคแรก ๆ ก่อนจะมีสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขณะนั้นยังใช้เว็บไซต์ กระดานข่าว และกระทู้ มีการใช้ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งผลักดันออกมาหลังรัฐประหาร 2549 ควบคู่กับคดี ม.112 แม้ตนจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีสืบคดีของอานนท์ที่ยืนหยัดหลักการและอุดมการณ์ต่อหน้าบัลลังก์ เพราะไม่แน่ใจว่าศาลจะรับฟังและจะเป็นประโยชน์ต่อจำเลยเพียงใดเพราะ ม.112 เป็นคดีที่มีอคติ แต่อานนท์ก็ยังต่อสู้ในประเด็นอื่นเช่นกัน
.
ด้านคงสัจจามองว่าคดี ม.112 เป็นคดีการเมืองที่ไม่มีใครอยากรับผิดชอบ ทำให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเสียความเป็นมนุษย์และอยากผลักไปให้พ้นตัว ปัญหาการฟ้องคดีทางไกลที่พนักงานสอบสวนสามารถโอนสำนวนไปยังถิ่นที่อยู่ของจำเลยเพื่อความสะดวกได้ก็ไม่มีใครกล้าทำเพราะกลัวถูกมองว่าเข้าข้างจำเลย อัยการและศาลก็ทำแบบเดียวกัน ความหวาดระแวงของรัฐเริ่มตั้งแต่ชั้นตำรวจที่รับคดีไว้ก่อน แล้วปล่อยให้นักวิชาการที่เป็นพยานและผู้พิพากษาไปตัดสินเองว่าผิดหรือไม่ ไม่เคยใช้ดุลยพินิจเพื่อเข้าข้างผู้ต้องหาแต่กลับใช้เพื่อตีความขยายความผิดได้
.
อรพิณเล่าว่าอานนท์เป็นทนายหนุ่มที่แม้จะดูสนุกสนานเฮฮาแต่เวลาเตรียมคดีจะอ่านและคิดอย่างละเอียด มีความจำดี มีลีลาและปฏิภาณ เก็บประเด็นได้ละเอียด ในช่วงที่มีกลุ่มเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวและแรงขึ้น อานนท์ก็ลดความมุทะลุลงและทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเวลาเขียนแถลงการณ์หรือข้อเสนอเพื่อให้เยาวชนปลอดภัย แต่สุดท้ายอานนท์กลับเป็นเป้าเสียเอง ส่วนคดีอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” ซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคดีของธันย์ฐวุฒิ ตนเคยเชื่อว่าน่าจะชนะเพราะหลักฐานอ่อน มีแค่คำอ้างของคนคนเดียว อานนท์ก็สู้เต็มที่ แต่คดีนี้ก็มีอคติ ความถูกต้องไม่ได้ปกป้องเรา
.
ด้านธันย์วุฒิเล่าว่าหลังออกจากเรือนจำอานนท์เคยนัดกินข้าว แต่ตนออกมาไม่ถึงปีก็เกิดรัฐประหาร 2557 ขึ้นจนตนต้องลี้ภัยจึงไม่ได้เจอกัน ระหว่างลี้ภัยตนต้องอยู่เงียบ ๆ และไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ระหว่างมีชุมนุมใหญ่ของเยาวชน ขณะที่ตนติดคุกอานนท์ก็ถามเรื่องชีวิตในคุกกับตนอยู่เสมอเผื่อว่าวันหนึ่งจะต้องเข้าไป จนสุดท้ายอานนท์ต้องเข้าเรือนจำจริง ๆ
.
จุฑารัตน์เล่าว่าอานนท์มีลูกล่อลูกชนในการว่าความเพื่อทำลายน้ำหนักพยาน หากพยานเผลอก็อาจหลงกลได้ คดีสุดท้ายที่อานนท์ได้ออกศาลคือคดีชุมนุม 19 กันยา 2563 หลังจากนี้จะเจออานนท์ยากขึ้นเพราะโทษรวมเกือบ 30 ปี แต่อานนท์ก็ยังช่วยว่าความให้คนอื่นอยู่ จึงอยากให้คนไปเยี่ยมที่ศาลให้มากมิฉะนั้นต้องไปเยี่ยมในเรือนจำ
.
ด้านคงสัจจาอธิบายพัฒนาการของ ม.112 ว่ากฎหมายหมิ่นกษัตริย์มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามโครงสร้างการเมือง หลังการอภิวัฒน์ 2475 มีการแยกรัฐออกจากกษัตริย์ รัฐเป็นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ราชสมบัติส่วนตัว มีการแยกความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์ออกจากการหมิ่นรัฐจนเกิด ม.112 ขึ้น แต่ยังอยู่ในหมวดความมั่นคงแม้โทษเบาลง
.
หลังปี 2500 แนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์กลับมาเข้มข้นขึ้นและหลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็มีการเพิ่มโทษ ม.112 ขณะที่การเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 2563 กลับมาตั้งคำถามต่อความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวอีกครั้งเหมือนคณะราษฎร 2475 อานนท์พูดเสมอว่าตนปกป้องราชบัลลังก์ ให้ราชบัลลังก์ไม่ขัดแย้งกับราษฎร โดยเห็นว่ากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎหมายต้องมาจากประชาชนบนดิน ไม่ใช่มาจากสวรรค์ แต่สถานการณ์ ม.112 ปัจจุบันคือยิ่งจริงยิ่งผิด
.
ธันย์ฐวุฒิกล่าวว่าอานนท์เตรียมตัวก่อนเข้าเรือนจำมากกว่าตน สมัยตนไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เรื่องลูกอานนท์ดูเข้มแข็งแต่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอย่างไร การอยู่ในเรือนจำต้องดูแลตัวเอง ตัดเรื่องข้างนอก อ่านหนังสือและพัฒนาตนเอง ตนเองเสียเวลาทั้งติดคุกและลี้ภัยมากกว่าสิบปีจึงรู้ว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ง่าย
.
อรพิณเล่าว่าช่วงที่ธันย์ฐวุฒิติดคุกเป็นช่วงวัยรุ่นของลูกทำให้ไม่มีโอกาสให้คำแนะนำ เช่นเดียวกับอานนท์ก็ไม่มีโอกาสพบลูกในช่วงมีพัฒนาการ ตนมองว่าอานนท์เป็นคนอ่อนไหวและไม่ได้ทำเพื่อตนเอง ด้านจุฑารัตน์กล่าวเสริมว่าอานนท์เคยเปิดกองทุนช่วยประกันตัวซึ่งต่อมากลายเป็นกองทุนราษฎรประสงค์
.
ด้านคงสัจจากล่าวถึงการสอนกฎหมายว่าทุกวันนี้ยากขึ้น นักวิชาการต้องกล้าใช้จินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปได้แม้ดูเป็นไปไม่ได้ เพราะหากนักวิชาการไม่กล้าคิดประชาชนก็จะไม่กล้าคิดเช่นกัน ภารกิจของนักวิชาการคือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่และหาคำตอบ จึงต้องมีเสรีภาพในการคิดและพูดอย่างถึงที่สุด กฎหมายควรส่งเสริมมโนธรรมสำนึกและความกล้า
.
ธัชพงศ์เล่าว่ารู้จักอานนท์ตั้งแต่ช่วงต่อต้านรัฐประหารปี 2558 ตนมองว่าอานนท์เป็นคนทะเล้นแต่แหลมคม เข้าถึงมวลชนได้ง่ายและไม่เคยหยิ่งยโส ช่วงการชุมนุมแฮร์รี่ พอตเตอร์ อานนท์พูดในสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่มีใครกล้าพูด อานนท์มีความประนีประนอมในตัว ไม่ใช่การก้มหัวกราบ แต่คือความรับผิดชอบต่อมวลชนที่ตนนำมา อานนท์จึงกลายเป็นที่ปรึกษาของคนรุ่นหลังที่เย็นและนิ่งมาก ๆ และช่วยได้เวลาต้องตัดสินใจ
.
เวทีสุดท้ายที่ได้ทำงานร่วมกับอานนท์คือเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันนั้นอานนท์มีคดีติดตัวและอาจต้องติดคุกแต่ก็ไม่กลัว และวันนั้นก็กลายเป็นเวทีสุดท้าย คนในเรือนจำรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจออะไร แต่ก็ต้องบอกคนข้างนอกว่าอยู่ได้เพื่อไม่ให้เป็นห่วง อานนท์ยังทิ้งความหวังให้คนข้างนอกสานต่อมากมาย จึงอยากให้สังคมรำลึกว่ายังมีเพื่อนอยู่ในเรือนจำและภารกิจยังไม่จบ
.
ด้านจีรนุชเล่าว่า คดี ม.112 ของประชาไททำให้ได้รู้จักอานนท์ ช่วงนั้นแม้จะมีเครือข่ายต่างชาติพร้อมสนับสนุนค่าทนายแต่ตนเลือกใช้ทนายความสิทธิมนุษยชน คณะทนายมีทั้งทนายอาวุโสและทนายรุ่นหนุ่ม โดยอานนท์เป็นส่วนสำคัญของคณะเพราะความจำดี แม่นตัวบท และรับทำคดี พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ที่เกี่ยวกับ ม.112 ซึ่งทนายคนอื่นไม่ค่อยรับทำ
.
สำหรับตนอานนท์เป็นทั้งทนายและเพื่อนที่สามารถถกเถียงกันได้ ตอนที่อานนท์ไปทำพลเมืองโต้กลับตนก็เคยเตือนให้แบ่งเส้นระหว่างบทบาททนายกับนักกิจกรรมให้ดี แต่อานนท์ก็ยืนยันว่าแบ่งได้ ตนไม่อยากให้อานนท์เป็นพระเอกที่ต้องเข้าคุกแต่อยากให้ออกมาต่อสู้ข้างนอก หากอานนท์จะเจรจายอมรับเงื่อนไขเพื่อให้ออกมาตนก็ยินดีโดยไม่กังขาว่ากลับคำเพราะที่ทำมาก็พอแล้ว สังคมไทยต้องการคนออกมาต่อสู้ข้างนอก แต่ตนก็เคารพการตัดสินใจ ตนหวังว่าอานนท์จะไม่ต้องติดคุกนาน 30 ปี และหวังว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลง
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น