ย้ำปรับระบบหลักประกันสุขภาพฯ ต้องคงหลักสิทธิถ้วนหน้า-เชื่อมข้อมูลสุขภาพไร้รอยต่อ เลขาฯ สปสช. ยันผู้ป่วยวิกฤติรักษาฟรีทุกที่ เล็งเพิ่มสิทธิกายภาพบำบัด–เร่งรับยาร้านยา ลดความแออัด
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ผมได้อภิปรายรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 โดยระบุว่าในภาพรวมเราได้พิสูจน์แล้วว่ากว่า 20 ปีที่ผ่านมา บัตรทองหรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายสาธารณสุข แต่คือการจัดการเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสถานะการรักษาพยาบาลจากสินค้าหรือความเมตตาจากรัฐให้กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง สิทธิเหล่านี้ถูกสถาปนาขึ้น จับต้องได้ และลงหลักปักฐานในสังคมไทย โดยไม่อาจพรากไปจากพลเมืองชาวไทยได้ ซึ่งผมมีคำถาม 4 ประเด็น
.
ประเด็นแรก เรื่องร้องเรียนการปฏิเสธสิทธิ UCEP หรือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลชุดที่แล้วหลายครั้ง แต่เมื่อดูในส่วนของรายงานปี 2567 พบว่าสถานบริการอื่นหรือโรงพยาบาลเอกชนมีการปฏิเสธการใช้สิทธิ UCEP ถึง 223 ครั้ง เป็นการปฎิเสธโดยไม่เข้าเงื่อนไขกี่รายและปฏิเสธด้วยเงื่อนไขอื่นกี่ราย ประเด็นเรื่องร้องเรียนนี้ไม่พบในรายงานปี 2568 เพราะอะไร ตัวเลขเหล่านี้มาจากการรับเรื่องร้องทุกข์ของคนไข้ ที่ผ่านมา สปสช. มีกระบวนการสำรวจเชิงรุกว่าเป็นการปฏิเสธ บ่ายเบี่ยง หรือสร้างข้อจำกัดการเข้าถึงสิทธิหรือไม่
.
ประเด็นที่สอง แนวทางการรักษา 30 บาทรักษาทุกที่ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงบ้างไหม ผมทราบมาว่าแต่ละโรงพยาบาลรับงบฯ มา แต่ดำเนินการระบบไม่เหมือนกัน ตัวอย่างจาก รพ.เทศบาลนครแห่งหนึ่งในภาคเหนือ มีการจำกัดงบ 30 บาทรักษาทุกที่ไว้ประมาณ 300 บาทต่อเคสต่อครั้ง และใช้ได้แค่เคสที่มารักษาเป็นรายใหม่ไม่ต่อเนื่องเท่านั้น ส่วนเคสรักษาโรคเรื้อรังหรือที่ต้องรักษาต่อเนื่องยังมีข้อจำกัดอยู่ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อคนที่ต้องทำงานย้ายถิ่นโดยเฉพาะแรงงานอพยพที่พื้นที่การทำงานไม่แน่นอน แต่เคลื่อนย้ายถิ่นการทำงานไปเรื่อย ๆ เช่น ตามพื้นที่ก่อสร้างต่าง ๆ อาจจะกลายเป็นข้อจำกัด มีการรวบรวมข้อมูลในประเด็นนี้ไว้หรือไม่
.
นอกจากนี้ในรายงานเองยังระบุถึงปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขในการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการพูดถึงเรื่องข้อมูลที่ยังขาดความเชื่อมโยงกันในระดับประเทศ จึงมีข้อเสนอแนะในเรื่องการขับเคลื่อนว่าการประเมินผลนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศของหน่วยบริการและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเคลมอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นรายงานของปี 2568 แล้วมาจนถึงปัจจุบันในปี 2569 เป็นอย่างไร การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นอย่างไรบ้าง
.
ประเด็นที่สาม แนวโน้มเพิ่มสิทธิประโยชน์การรับยาที่ร้านขายยาเป็นอย่างไร กรณีผู้ป่วยโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งมีจำนวนมากอาจต้องการเพียงยาบรรเทาอาการ การรับยาที่ร้านขายยาจะช่วยบรรเทาภาวะแออัดในโรงพยาบาลได้อย่างมาก เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการทางการแพทย์รวมถึงร้านขายยาด้วย ซึ่ง สปสช. มีแนวโน้มเพิ่มสิทธิประโยชน์การรับยาที่ร้านขายยาอีกไหม หรือยังจำกัดโควต้าอยู่เหมือนปัจจุบัน อีกกรณีคือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับยาในลักษณะต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องปรับยาบ่อยครั้ง ปัจจุบัน รพ. จำเป็นต้องบริหารคลังยาไม่ให้หมดอายุ ทำให้มีวิธีแก้โดยการส่งยาทางไปรษณีย์เป็นรอบ ๆ หรือให้มารับยาโดยไม่พบแพทย์ที่โรงพยาบาล เป็นไปได้ไหมที่จะเกิดการร่วมมืออย่างบูรณาการกับร้านขายยา ซึ่งอาจจะเป็นการบรรเทาภาระของผู้ป่วย ผู้ดูแล หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลเอง แล้วก็ลดต้นทุนของการเดินทางด้วย
.
ประการสุดท้าย ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีความพยายามเสนอแก้ไข พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งก็มีข้อกังวลและข้อวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมจ่ายสำหรับบริการนอกเหนือจากสิทธิพื้นฐาน การลดสัดส่วนภาคประชาชนในคณะกรรมการ สปสช. แม้กระทั่งการให้อำนาจ รมว. สาธารณสุข สั่งการโดยตรง เหล่านี้เองก็ถูกมองว่าอาจขัดต่อระบบหลักประกันสุขภาพที่คำนึงถึงความเป็นสิทธิในสวัสดิการถ้วนหน้า ผู้ชี้แจงมีความคิดเห็นต่อกระแสนี้อย่างไรในเรื่องการปฏิรูปหรือแก้ไข
.
แนวโน้มในอนาคตก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหาจริงในเรื่องทั้งสถานพยาบาล ทั้งผู้ให้บริการ เรื่องภาระงาน รายได้ งบประมาณที่ให้กับโรงพยาบาล สิ่งสำคัญที่สุดหรือกล่องดวงใจ คือ จะทำยังไงให้หลักประกันที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไม่กลับไปเป็น "สินค้า" หรือ "ความเมตตาจากรัฐ" แต่ยังคงหลักสำคัญเรื่องถ้วนหน้าได้ พร้อมกับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีแนวโน้มหรือแนวทางในการปฏิรูปแก้ปัญหาข้อจำกัดของผู้ให้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ภาระ หรืองบประมาณต่าง ๆ พร้อมกับการรักษา จนถึงการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น และถ้วนหน้าเพิ่มขึ้น
.
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวชี้แจงว่าผู้ป่วย UCEP คือผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินซึ่งต้องไปรับบริการที่หน่วยบริการนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน ปีนี้มีผู้ร้องเรียน 160 รายจากทั้งหมดของผู้ไปรับบริการ UCEP จำนวน 30,464 ราย ปีที่แล้วมีผู้ร้องเรียน 223 ราย แต่ไม่ได้หมายความว่าจำนวน 160 รายไม่เป็นปัญหา ได้มีการลงสอบสวน พบว่าส่วนใหญ่เป็นการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่ก็คืนหมดแล้ว มีหนึ่งรายเท่านั้นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีเนื่องจากยังเป็นข้อถกเถียงกัน ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าในกติกา UCEP โดยยืนยันว่าเมื่อเกิดความเจ็บป่วยในภาวะวิกฤตจนจำเป็นต้องไปรับบริการหน่วยงานข้างนอกจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะทาง สปสช. จะตามไปดูแลให้
.
ประเด็นต่อมาคือแนวทางการจัดการรักษาทุกที่ ซึ่งเลขาฯ สปสช. ตอบว่าแนวทางการย้ายสิทธิ์ในปัจจุบันเมื่อมีการย้ายที่อยู่ ระบบอนุญาตให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสิทธิ์ได้ปีละ 4 ครั้งในทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วันเหมือนในอดีตและไม่จำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้าน แต่มีข้อจำกัดคือบางหน่วยในพื้นที่เต็ม ก็อาจไม่มีหน่วยให้ลงด้วยความจำกัดของพื้นที่หรือประชากรหนาแน่น ส่วนในเรื่องของการเชื่อมข้อมูลนั้น ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขระบบเชื่อมข้อมูลหมดแล้ว หน่วยบริการทั้งหมดเชื่อมแล้ว นอกจากนี้สังกัดหน่วยไม่เหมือนกันก็มีการเชื่อมโดยระบบ Health Link ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) อีก 19,749 หน่วยทั่วประเทศ เวลาประชาชนไปที่ไหนข้อมูลบริการต่าง ๆ เชื่อมกันหมดแล้ว เพียงแต่ว่าการทำระบบใหญ่ ต้องยอมรับว่าการใช้อาจจะมีปัญหา ไม่ใช่กับประชาชนเท่านั้นแต่ตัวผู้ให้บริการเองบางครั้งก็ยังใช้ไม่สะดวกเนื่องจากอาจจะยังไม่เข้าใจวิธี
.
นพ.จเด็จชี้แจงประเด็นแนวโน้มการเพิ่มสิทธิประโยชน์การรับยาที่ร้านขายยาว่า ตอนนี้กำลังดูว่าหน่วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาจำนวนการไปรับบริการขณะนี้จะมีการปรับปรุงสิทธิอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานได้มอบให้สำนักงานฯ ไปดู พบว่าหน่วยที่อยากให้เพิ่มเร็วที่สุดตอนนี้คือหน่วยกายภาพบำบัด เพราะทั้งประเทศ มีหน่วยกายภาพบำบัดที่เป็นคลินิกอยู่ประมาณ 4,000 กว่าหน่วย แต่อยู่ในระบบ สปสช. เพียงประมาณ 180 แห่ง ปัญหาที่ต้องรักษาด้วยกายภาพบำบัดไม่ว่าจะเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองได้รับอุบัติเหตุ ผ่าไขสันหลัง ผ่ากระดูกข้อเข่า กรณีเหล่านี้ได้รับการดูแลกายภาพหลังผ่าตัดประมาณ 20 ครั้งก็ยังไม่พอ จะมีการเพิ่มกรณีเหล่านี้เข้าไป ส่วนเรื่องแนวโน้มเพิ่มสิทธิประโยชน์การรับยาที่ร้านขายยานั้น การส่งยาทางไปรษณีย์หรือไปรับยาที่ร้านยาดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 สามารถทำได้ แต่อาจจะยังไม่แพร่หลายหรือกระจายไปทั่ว ตนจะลงไปเร่งตามให้ ถ้าทางโรงพยาบาลเห็นว่าจะช่วยลดความแออัดลงได้ก็จะขอความร่วมมือ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น