ทันข่าววุฒิสภา “แรงงานข้ามชาติ: ภาระหรือกำลังพยุงกองทุนประกันสังคม?” คุยกับ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
จากที่มีประเด็นการตั้งคำถามและข้อเสนอจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่ต้องการให้ "แยกสิทธิประกันสังคม" ระหว่างแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ โดยกังวลว่าแรงงานข้ามชาติใช้สิทธิประโยชน์มากกว่าคนไทยและอาจกลายเป็นภาระต่อกองทุนนั้น วานนี้ (1 ก.ย.) รายการทันข่าววุฒิสภา ได้สัมภาษณ์ผมเพื่อยืนยันว่า แรงงานข้ามชาติไม่ได้เป็นภาระ แต่คือ "กำลังสำคัญในการพยุงกองทุนประกันสังคม" ให้เดินหน้าต่อไปได้ในยุคสังคมสูงวัยด้วยซ้ำ
.
จากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3.9 ล้านคน แต่มีผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียงประมาณ 1.4 ล้านคนเท่านั้น
.
หลักการพื้นฐานของประกันสังคมคือ "การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้มีวัยเกษียณที่ต้องใช้สิทธิรักษาพยาบาลจำนวนมาก ขณะที่คนวัยทำงานที่จ่ายเงินสมทบกลับลดลง ในทางกลับกัน แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเกือบ 100% อยู่ในช่วง "วัยแรงงานตอนต้นถึงตอนกลาง" ซึ่งเป็นวัยที่แข็งแรงที่สุดและมีอัตราการเจ็บป่วยต่ำมาก เงินสมทบที่พวกเขาจ่ายเข้ากองทุนจึงถูกนำไปชดเชย ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ประกันตนชาวไทยที่อายุมากกว่าและมีปัญหาสุขภาพมากกว่า
.
สำหรับข้อกังวลที่ว่าแรงงานข้ามชาติใช้สิทธิมากกว่าคนไทยนั้น ถือเป็นความเข้าใจผิด แม้แรงงานข้ามชาติจะถูกหักเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างเท่ากับแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเข้าถึงสวัสดิการได้น้อยกว่ามากเนื่องจากอุปสรรคเชิงโครงสร้าง
.
1. ตั้งแต่อุปสรรคด้านการใช้ชีวิต ดว้ยปัญหาด้านภาษาและการสื่อสารทำให้การไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องลำบาก อีกทั้งแรงงานหลายคนมีความเปราะบางทางสถานะ จึงไม่กล้าลางานไปหาหมอเพราะกลัวถูกหักค่าจ้างหรือถูกเลิกจ้าง
.
2. สิทธิกรณีว่างงาน ด้วยกฎหมายให้สิทธิว่างงานคุ้มครอง 90 วัน แต่หากแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้าง พวกเขาจะมีเวลาเพียง 60 วันในการหานายจ้างใหม่เพื่อรักษาสถานะวีซ่า ทำให้พวกเขาแทบไม่มีโอกาสได้รับเงินชดเชยว่างงานได้เต็มที่
.
3. สิทธิกรณีชราภาพ ผู้ประกันตนจะใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มักเดินทางกลับประเทศต้นทางก่อนอายุ 55 ปี ความซับซ้อนทางเอกสารทำให้แรงงานจำนวนมหาศาลไม่สามารถเข้าถึงเงินก้อนนี้ได้ เงินส่วนนี้จึงตกค้างและกลายเป็นสภาพคล่องที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมโดยรวม
.
จากที่มีข้อเสนอเรื่องการแยกกองทุนประกันสังคม นั้นผมขอเตือนว่าหากมีการผลักดันนโยบายนี้จริง ผลเสียจะตกอยู่กับผู้ประกันตนชาวไทยในทันที กองทุนของแรงงานข้ามชาติจะร่ำรวยและมีเงินเหลือล้น เพราะผู้จ่ายเงินคือคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงและไม่ค่อยเบิกใช้สิทธิ ในขณะที่กองทุนของคนไทยจะเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องอย่างหนักและเสี่ยงต่อการล้มละลายเร็วขึ้น เพราะขาดเงินเติมใหม่จากแรงงานหนุ่มสาวมาพยุงค่าใช้จ่าย
.
นอกจากนี้ การยกตัวอย่างว่าแรงงานข้ามชาติใช้สิทธิคลอดบุตรมากขึ้นจนดูเหมือนเป็นภาระนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องปกติทางสถิติ เพราะแรงงานกลุ่มนี้อยู่ใน "วัยเจริญพันธุ์" (อายุ 18-35 ปี) การเกิดของเด็กไม่ใช่ความสูญเปล่า แต่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจระดับฐานราก และจะเติบโตเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อน GDP ของไทยต่อไป
.
การเรียกร้องให้คนไทยได้รับสิทธิเหนือกว่าโดยอิงจากสัญชาติ นอกจากจะขัดต่อหลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแล้ว ยังขัดต่อมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยความเท่าเทียมอีกด้วย ที่สำคัญ หากระบบอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติกลายเป็นแรงงาน "ชั้นสอง" จะยิ่งทำให้นายจ้างมีแรงจูงใจในการจ้างแรงงานข้ามชาติมากขึ้นเพราะต้นทุนด้านสิทธิต่ำกว่า ซึ่งสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การกดค่าจ้างและทำให้แรงงานไทยสูญเสียอำนาจต่อรอง
.
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง แรงงานคือแรงงาน ไม่ว่าจะถือพาสปอร์ตชาติใด หยาดเหงื่อของพวกเขาได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศ การรักษาความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมให้มีเงินเพียงพอดูแลประชาชนในอนาคต รัฐบาลจึงควรส่งเสริมและดึงแรงงานข้ามชาติอีกกว่า 2 ล้านคนที่ยังอยู่นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมให้ได้ สังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดแบบชาตินิยมและหันมามองความเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ระบบสวัสดิการของประเทศต้องพังทลายลงในยุควิกฤตประชากร
.
[โครงสร้างประชากร เมื่อ "วัยแรงงาน" สนับสนุน "สังคมสูงวัย"]
.จากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3.9 ล้านคน แต่มีผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียงประมาณ 1.4 ล้านคนเท่านั้น
.
หลักการพื้นฐานของประกันสังคมคือ "การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้มีวัยเกษียณที่ต้องใช้สิทธิรักษาพยาบาลจำนวนมาก ขณะที่คนวัยทำงานที่จ่ายเงินสมทบกลับลดลง ในทางกลับกัน แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเกือบ 100% อยู่ในช่วง "วัยแรงงานตอนต้นถึงตอนกลาง" ซึ่งเป็นวัยที่แข็งแรงที่สุดและมีอัตราการเจ็บป่วยต่ำมาก เงินสมทบที่พวกเขาจ่ายเข้ากองทุนจึงถูกนำไปชดเชย ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ประกันตนชาวไทยที่อายุมากกว่าและมีปัญหาสุขภาพมากกว่า
.
[ความจริงที่ถูกมองข้าม: จ่ายเท่ากัน แต่ใช้สิทธิจริงน้อยกว่า]
.สำหรับข้อกังวลที่ว่าแรงงานข้ามชาติใช้สิทธิมากกว่าคนไทยนั้น ถือเป็นความเข้าใจผิด แม้แรงงานข้ามชาติจะถูกหักเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างเท่ากับแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเข้าถึงสวัสดิการได้น้อยกว่ามากเนื่องจากอุปสรรคเชิงโครงสร้าง
.
1. ตั้งแต่อุปสรรคด้านการใช้ชีวิต ดว้ยปัญหาด้านภาษาและการสื่อสารทำให้การไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องลำบาก อีกทั้งแรงงานหลายคนมีความเปราะบางทางสถานะ จึงไม่กล้าลางานไปหาหมอเพราะกลัวถูกหักค่าจ้างหรือถูกเลิกจ้าง
.
2. สิทธิกรณีว่างงาน ด้วยกฎหมายให้สิทธิว่างงานคุ้มครอง 90 วัน แต่หากแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้าง พวกเขาจะมีเวลาเพียง 60 วันในการหานายจ้างใหม่เพื่อรักษาสถานะวีซ่า ทำให้พวกเขาแทบไม่มีโอกาสได้รับเงินชดเชยว่างงานได้เต็มที่
.
3. สิทธิกรณีชราภาพ ผู้ประกันตนจะใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มักเดินทางกลับประเทศต้นทางก่อนอายุ 55 ปี ความซับซ้อนทางเอกสารทำให้แรงงานจำนวนมหาศาลไม่สามารถเข้าถึงเงินก้อนนี้ได้ เงินส่วนนี้จึงตกค้างและกลายเป็นสภาพคล่องที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมโดยรวม
.
[กลับกันการ "แยกกองทุน" นอกจากสร้างความเสี่ยงให้กองทุนแล้ว ยังกระทบต่อแรงงานไทยด้วย]
.จากที่มีข้อเสนอเรื่องการแยกกองทุนประกันสังคม นั้นผมขอเตือนว่าหากมีการผลักดันนโยบายนี้จริง ผลเสียจะตกอยู่กับผู้ประกันตนชาวไทยในทันที กองทุนของแรงงานข้ามชาติจะร่ำรวยและมีเงินเหลือล้น เพราะผู้จ่ายเงินคือคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงและไม่ค่อยเบิกใช้สิทธิ ในขณะที่กองทุนของคนไทยจะเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องอย่างหนักและเสี่ยงต่อการล้มละลายเร็วขึ้น เพราะขาดเงินเติมใหม่จากแรงงานหนุ่มสาวมาพยุงค่าใช้จ่าย
.
นอกจากนี้ การยกตัวอย่างว่าแรงงานข้ามชาติใช้สิทธิคลอดบุตรมากขึ้นจนดูเหมือนเป็นภาระนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องปกติทางสถิติ เพราะแรงงานกลุ่มนี้อยู่ใน "วัยเจริญพันธุ์" (อายุ 18-35 ปี) การเกิดของเด็กไม่ใช่ความสูญเปล่า แต่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจระดับฐานราก และจะเติบโตเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อน GDP ของไทยต่อไป
.
การเรียกร้องให้คนไทยได้รับสิทธิเหนือกว่าโดยอิงจากสัญชาติ นอกจากจะขัดต่อหลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแล้ว ยังขัดต่อมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยความเท่าเทียมอีกด้วย ที่สำคัญ หากระบบอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติกลายเป็นแรงงาน "ชั้นสอง" จะยิ่งทำให้นายจ้างมีแรงจูงใจในการจ้างแรงงานข้ามชาติมากขึ้นเพราะต้นทุนด้านสิทธิต่ำกว่า ซึ่งสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การกดค่าจ้างและทำให้แรงงานไทยสูญเสียอำนาจต่อรอง
.
[มองไปข้างหน้าก้าวข้ามชาตินิยม สู่ความยั่งยืนของระบบสวัสดิการ]
.ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง แรงงานคือแรงงาน ไม่ว่าจะถือพาสปอร์ตชาติใด หยาดเหงื่อของพวกเขาได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศ การรักษาความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมให้มีเงินเพียงพอดูแลประชาชนในอนาคต รัฐบาลจึงควรส่งเสริมและดึงแรงงานข้ามชาติอีกกว่า 2 ล้านคนที่ยังอยู่นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมให้ได้ สังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดแบบชาตินิยมและหันมามองความเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ระบบสวัสดิการของประเทศต้องพังทลายลงในยุควิกฤตประชากร
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น