การยึดกุมอำนาจรัฐอาจไม่ใช่ “โรค” แต่คือ "ดีเอ็นเอ" ของระบบ ควรสร้างอำนาจต่อรองของมวลชนเพื่อกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม


.
วานนี้ (7 กันยายน 2569) ผมได้อภิปรายและสนับสนุนรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการรับมือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยจากทุนเทาและรัฐมลทิน (State Capture)
.
ในรายงานพูดถึงเรื่อง state capture หมายถึงการเข้ายึดอำนาจรัฐหรือการเข้าครอบงำรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในส่วนของรายงานเองให้นิยามของรัฐมลทิน (state capture) ไว้ว่าเป็นสภาวะที่เครือข่ายผลประโยชน์สามารถเข้าแทรกแซง กำหนด หรือบิดเบือนกฎหมาย นโยบาย การกำกับดูแล หรือการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง “อย่างเป็นระบบ” ซึ่งมีผลกระทบต่อเรื่องความชอบธรรม ความเป็นกลางของรัฐ
.
ประเด็นนี้ผมคิดว่ากรอบวิธีคิดที่อยู่บนพื้นฐานทุนนิยมและเสรีนิยมมองเรื่องยึดกุมอำนาจรัฐเป็นเหมือน “โรคร้าย” ที่จะต้องจัดการ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของทางกรรมาธิการที่ออกมาเป็นรายงาน คือ โรคร้ายต้องรักษาด้วยการปฏิรูประบบราชการและการสร้างธรรมาภิบาล
.
ข้อเสนอของรายงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างรัฐที่อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ปราศจากพื้นที่อภิสิทธิ์ทางอำนาจ สร้างกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งตัดวงจรอำนาจและผลประโยชน์ขององค์กรอาชญากรรม ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารประเทศและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงเรื่องการสร้างสังคมที่เชื่อมั่นในระบบตรวจสอบมากกว่าตัวบุคคล
.
ตัวของรายงานเองยังระบุถึงเรื่องของการปกป้องผู้ที่ออกมาส่งเสียงเปิดโปงข้อมูล (whistleblower) แม้กระทั่งการออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP law) รวมทั้งการส่งเสริมการรู้เท่าทันวาทกรรม (narrative literacy) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งและไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่สนับสนุน
.
ทั้งนี้เวลาพูดถึงเรื่องการยึดกุมรัฐและรัฐมลทินในแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมเสรีก็ต้องมองแนวคิดอื่น ๆ ด้วยในเชิงวิพากษ์ ถ้าหากมองในเชิงแนวคิดแบบทุนนิยมเสรีก็มองว่าเป็นโรคร้ายของระบบที่ต้องจัดการ โดยรัฐในระบบทุนนิยมสามารถที่จะอำนวยโภคทรัพย์ ความสุขสมบูรณ์ และความมั่งคั่งอยู่ดีกินดีให้กับสังคมนี้ได้ หากรัฐดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาลและเป็นธรรมภายใต้ระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งการสะสมทุนเหล่านั้นท้ายสุดแล้วสังคมเองก็จะมั่งคั่ง
.
แต่ถ้ามองในเชิงวิพากษ์ state capture หรือการยึดกุมอำนาจรัฐอาจไม่ได้เป็นเพียงโรคร้ายของระบบ แต่ คือ "ดีเอ็นเอ" ของระบบที่เป็นอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงกฎหมายเพียงอย่างเดียว ในการทบทวนวรรณกรรม (review) ของรายงานอาจจะมีการมองมิติอื่น ๆ ด้วย มุมมองวิพากษ์วิจารณ์ก็ควรจะมี
.
จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ถ้าหากมองในเชิงวิพากษ์ รัฐเองถูกยึดกุมไม่ใช่โดยเครือข่ายผลประโยชน์ใดผลประโยชน์หนึ่งแต่ถูกยึดกลุ่มโดยชนชั้นนายทุนและชนชั้นปกครองมาโดยตลอด ดีแล้วที่ทำให้มีกระบวนการธรรมาภิบาลและกระบวนการสร้างความโปร่งใส ผมเองก็คงไม่ได้เสนออะไรที่ถอนรากถอนโคนขนาดนั้น แต่ก็ต้องมีมุมมองอื่น ๆ ที่ลดทอนการยึดกุมและลดการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
.
เราต่างเห็นภาพสะท้อนว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของทุนเทาหรือทุนดำต่าง ๆ แต่เกิดมาอย่างยาวนานภายใต้แผนการพัฒนาแบบบนลงล่าง (trickle-down effect) โดยมีแนวคิดว่าหากเราพัฒนาให้นายทุนเจริญมั่งคั่งแล้วเมื่อน้ำเต็มแก้วก็จะไหลรินไปยังประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นประชาชนคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ในด้านคำตอบตลอดระยะเวลา 60 ปีของการพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบนี้เราก็คงต้องมีคำถามหลาย ๆ อย่าง
.
นอกจากเรื่องความมุ่งหมายในการสร้างระบบธรรมาภิบาลและเรื่องการรู้เท่าทันเรื่องเล่าหรือวาทกรรมแบบเดิม ๆ อย่างน้อยที่สุดการเสริมสร้างหรือการส่งเสริมให้ชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มแรงงานมีอำนาจในการรวมกลุ่มต่อรองก็เป็นอีกหนึ่งในการลด state capture หรือยึดกุมรัฐเพื่อสร้างการกระจายรายได้ เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเพียงลำพัง เพราะประเทศที่มีการรวมกลุ่มกันของชนชั้นแรงงานจำนวนมากจะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำต่ำไปด้วย แต่ประเทศไทยแรงงานที่รวมกลุ่มและมีอำนาจในการต่อรองเพียงแค่ 1% เท่านั้น
.
ถ้าหากเราเชื่อว่ารัฐ โดยนัยยะที่เราเรียนกันทั้งด้านรัฐศาสตร์และด้านรัฐประศาสนศาสตร์ คืออำนาจที่จะจัดสรรโภคทรัพย์เพื่อสร้างความไพบูลย์ ความมั่งคั่ง และความอยู่ดีกินดีของประชาชน รัฐเองก็ควรจะต้องทำตัวแบบนั้น รัฐไม่ควรจะอำนวยความสะดวกให้กับชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่ต้องทำให้โภคทรัพย์ที่ถูกผลิตในประเทศนี้กระจายไปทั่วหน้าเสมอหน้าหรืออย่างน้อยที่สุดก็มีความเป็นธรรมมากขึ้น กลไกของรัฐที่มี เช่น ภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเพื่อลดการยึดกุมอำนาจรัฐโดยชนชั้นหรือเครือข่ายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไปจนกระทั่งถึงกระจายโภคทรัพย์เหล่านั้นในรูปแบบของสวัสดิการต่าง ๆ ไม่ใช่สวัสดิการแบบประชานิยมแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ลงหลักปักฐานและสามารถที่ดำรงอยู่ จนกระทั่งเป็นสิทธิที่ประชาชนพลเมืองที่อยู่ในประเทศนี้สามารถอยู่ได้อย่างมีความผาสุก
.
แน่นอนว่าผมเห็นด้วยกับข้อเสนอในเรื่องการสร้างธรรมาภิบาลและเรื่องต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการเสนอ แต่อาจจะต้องมองในมิติอื่น ๆ ในเรื่องของการยึดกุมรัฐ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของทุนเทา แต่ทุนปกติเองก็ยึดกุมอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานด้วย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?