เสวนาปัญหาและทางออก 22 ปีไฟใต้ เสนอยกเป็นวาระแห่งชาติ การเมืองนำการทหาร กระจายอำนาจ ค้นหาความจริงและความยุติธรรม เจรจาสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง
วานนี้ (20 กันยายน 2569) คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “ภาพจำที่ (ไม่) คุ้นเคย : บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 19 และ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และจัดเสวนา “22 ปีไฟใต้ยังไม่ดับ ปัญหาและทางออก?”
.
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ. ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ น.ท. ดร.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ รองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ดำเนินรายการโดย วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา บรรณาธิการ The101.world
.
รุ่งรวีกล่าวว่าก่อนจะมีรัฐชาติสมัยใหม่ รัฐต่าง ๆ ไม่ได้มีขอบเขตชัดเจน ในช่วงที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจ ปาตานีก็มีอิสระของตนเองในฐานะรัฐบรรณาการที่ต้องมอบดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ การผนวกปาตานีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามเกิดขึ้นหลังการลงนามในสนธิสัญญาสยาม – อังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1909 (พ.ศ. 2452) ขณะที่คนในพื้นที่ก็รู้สึกว่าผู้ปกครองไม่เข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนซึ่งแตกต่างจากสยามมาก
.
บาดแผลสำคัญคือกรณีหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ผู้เคยยื่นข้อเรียกร้องอำนาจปกครองตนเองและให้ผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งในปี 2490 ก่อนถูกดำเนินคดีและหายสาบสูญในเวลาต่อมา การหายสาบสูญของหะยีสุหลงทำให้เกิดขบวนการติดอาวุธ เช่น BNPP/BIPP BRN และ PULO ซึ่งทุกองค์กรเน้นเรื่องดินแดน เชื้อชาติ และศาสนา
.
ในช่วงแรกทางการไทยเชื่อว่าจะปราบได้ด้วยการทหารและการพัฒนาเพื่อซื้อใจประชาชน แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เบาลง จนปี 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มมีการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการหลังจากคุยแบบปิดลับมาตลอด แต่ช่วงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา BRN ปฏิเสธไม่คุยกับรัฐบาลทหาร ต่อมาหลังการเลือกตั้ง 2562 ทาง BRN จึงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง และในปี 2565 ทั้งสองฝ่ายมีกรอบการพูดคุยที่ประนีประนอม โดย BRN ยอมรับว่าไทยยังเป็นรัฐเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายไทยยอมรับความเป็นปาตานี และเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการหารือเรื่องการบริหารพื้นที่
.
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนรัฐบาลและการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยหลายครั้งทำให้กระบวนการขาดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีกระแสต่อต้านการเจรจาจากความกังวลเรื่องการเสียดินแดน เมื่อการพูดคุยสะดุดความรุนแรงก็กลับมาเกิดขึ้นอีก ทั้งรัฐบาลไทยและ BRN ต่างมีจุดยืนของตนเอง จึงต้องหาทางพูดคุยและหาจุดร่วมให้ได้
.
การพูดคุยมีผลต่อการเปลี่ยนพลวัตของความขัดแย้ง ช่วยลดความรุนแรงไปจนถึงขั้นยุติได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือเจตจำนงทางการเมือง รัฐต้องทำให้สันติภาพชายแดนใต้เป็นวาระแห่งชาติ จัดทำยุทธศาสตร์สันติภาพ พูดคุยอย่างต่อเนื่อง ตั้งหน่วยงานถาวร ตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันต่อแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ ทำให้การทำงานของ สมช. กอ.รมน. และ ศอ.บต. สอดคล้องกัน พร้อมสร้างความเข้าใจกับสังคมวงกว้าง
.
ด้านกิตติพงษ์กล่าวว่ากองทัพยังคิดแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็นซึ่งเคยประสบความสำเร็จ จึงยังใช้นโยบายและหน่วยงานเดิม แต่เป็นการประเมินปัญหาผิด เพราะลักษณะพื้นที่ วัฒนธรรม และองค์ความรู้แตกต่างจากยุคสงครามเย็นโดยสิ้นเชิง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรม และตัวบุคคล ต้องแก้หลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และการบริหารทรัพยากร
.
การใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ทั้งกฎอัยการศึก พรก. ฉุกเฉินฯ และ พรบ. ความมั่นคงฯ ประกาศง่ายและให้อำนาจกองทัพเต็มที่ แต่ประชาชนในพื้นที่มีภาษา วัฒนธรรม การแต่งกาย และชีวิตความเป็นอยู่เฉพาะ ทหารในเครื่องแบบก็ไม่เข้ากับพื้นที่ ทุกครั้งที่ทหารเดินเข้ามาชาวบ้านก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ส่งผลถึงความไว้ใจ กองทัพเองก็ทราบแต่ด้วยทรัพยากรที่จำกัดก็แก้ไม่ได้และไม่สามารถอบรมกำลังพล 5 หมื่นนายให้มีความรู้ได้
.
22 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหาด้วยการทหารนำเป็นแนวทางที่ไม่ได้ผลและต้องทบทวนใหม่ เสนอให้ดำเนินการ 2 ทางควบคู่กัน คือ การเจรจาสันติภาพและการปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งต้องไม่ให้ฝ่ายความมั่นคงนำ แต่เน้นงานด้านวัฒนธรรม การศึกษา การรักษาพยาบาล และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพราะคนที่สนับสนุน BRN จริง ๆ มีน้อยมากเพียงร้อยละ 0.1
.
งบประมาณในการแก้ปัญหามีเพียงพอแต่ถูกใช้ผิดวิธี เช่น นำไปตั้งด่านแทนที่จะใช้ด้านการข่าว ซึ่งทหารเองก็ยอมรับปัญหานี้ หน่วยงานความมั่นคงยังมีความจำเป็น แต่ควรใช้การข่าวนำ ลดการตั้งด่านถาวรตามสถานการณ์ และให้การสืบสวนปราบปรามผู้ก่อความรุนแรงทำร่วมกับตำรวจ ขณะที่ กอ.รมน. ไม่จำเป็นต้องมีบทบาทแบบเดิมอีกต่อไป ให้หน่วยงานอื่นเข้ามา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง แต่รัฐบาลปัจจุบันให้กองทัพจัดการความมั่นคงทั้งหมด ความมั่นคงไม่ได้มีเพียงมิติทางทหาร หากให้กองทัพจัดการอย่างเดียวจะแก้ปัญหาไม่ได้
.
ส่วนเอกรินทร์บอกว่าปัญหาในพื้นที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งการใช้ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่มีอาวุธเข้าไปเจรจากับผู้มีอาวุธจนถูกยิงตาย การตั้งด่านทั่วพื้นที่ก็ทำให้เกิดการตรวจและคุกคาม ต้องเลิกคิด 4 เรื่อง ได้แก่ 1. เลิกคิดว่ามาเลเซียจะแบ่งแยกดินแดนไทย เพราะไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและทำให้มาเลเซียช่วยการเจรจาไม่ได้ 2. เลิกมองปัญหาชายแดนใต้เป็นการก่อการร้ายสากล 3. เลิกคิดเปลี่ยนคนมลายูให้เป็นคนไทยมากขึ้น เพราะประชาชนมีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง และ 4. เลิกใช้การทหารนำการเมือง
.
สามจังหวัดชายแดนใต้ยังมีแผลเก่าจากเหตุการณ์ปี 2547 และเหตุการณ์ตากใบที่คดีหมดอายุความ สะท้อนปัญหาการลอยนวลพ้นผิด รวมถึงบาดแผลใหม่จากเหตุการณ์ความรุนแรงรอบสุดที่มีข้อกล่าวหาเรื่องกระสุนปริศนา แต่กลับไม่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนอย่างชัดเจน เสนอทางออก 4 ข้อ คือ
.
1. ทำกระบวนการสันติภาพให้เป็นสถาบัน โดยคณะพูดคุยควรมีวาระ 4–5 ปี ไม่เปลี่ยนตามรัฐบาล และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนพูดและแสดงความเห็นได้ 2. กระจายอำนาจทางการเมือง เช่น ให้เลขาธิการ ศอ.บต. มาจากการเลือกตั้ง หรือเปิดให้ประชาชนกำหนดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสม 3. ทำให้อำนาจความมั่นคงตรวจสอบได้ และเปลี่ยนพื้นที่จากการบริหารโดยทหารไปสู่การบริหารโดยพลเรือน และ 4. สถาปนาความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด โดยตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงอิสระ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
.
นวลน้อย ธรรมเสถียร นักข่าวอิสระที่ทำข่าวในพื้นที่ ตั้งคำถามว่าหากมีงบประมาณและกำลังพลเพียงพอควรยังส่งทหารหรือหน่วยรบพิเศษลงไปทำงานในพื้นที่ต่อหรือไม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อการใช้ถ้อยคำอย่าง “เชิญตัว” แทนการจับกุม และถามว่าควรนำคนในกระบวนการยุติธรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นหรือไม่
.
กิตติพงษ์ตอบว่ายังจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแต่ควรจำกัดบทบาทลง โดยให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานนำแทน กอ.รมน. ลดจำนวนกำลังพลแต่เพิ่มคุณภาพ เน้นงานการข่าวและการทำงานร่วมกับประชาชน พร้อมย้ำว่างานด้านวัฒนธรรมต้องไม่มุ่งเปลี่ยนภาษา วิถีชีวิต หรือวิธีคิดของชาวบ้าน ขณะเดียวกันควรแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะบทบาทศาลทหาร และใช้ศาลอาญาปกติแทน
.
รุ่งรวีเห็นว่าทหารยังมีความจำเป็นทั้งในการรักษาความปลอดภัย การรับคืนอาวุธจากผู้กลับใจ และการคืนคนจากขบวนการสู่สังคมหากมีข้อตกลงสันติภาพ แต่ทหารต้องเข้าใจลักษณะของความขัดแย้งและรู้ว่ากำลังเผชิญกับใคร การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเป็นการเผชิญหน้าแต่ต้องทำงานร่วมกัน หลังความขัดแย้งยุติจำเป็นต้องมีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ทั้งการนิรโทษกรรม การเยียวยา และการคลี่คลายความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ แต่การนิรโทษกรรมควรดำเนินควบคู่กับข้อตกลงสันติภาพ ไม่ใช่ใช้เพื่อทำลายความเข้มแข็งของฝ่ายตรงข้ามเหมือนสมัยต่อต้านคอมมิวนิสต์
.
เอกรินทร์กล่าวเสริมว่าต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนสามารถพูดและรับฟังกันได้ รวมถึงให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ความจริง เพราะบางครั้งชาวบ้านไม่ได้ต้องการให้ใครติดคุก แต่อยากรู้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะอะไร กระบวนการทางสังคมอาจสำคัญไม่แพ้กระบวนการยุติธรรม
.
ช่วงท้ายรุ่งรวีสรุปว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ ทางออกมีแค่ 2 ทางคือ การใช้กำลังปราบอย่างศรีลังกา หรือการเจรจา แต่ทหารไทยไม่เคยชนะด้วยการปราบ การปราบก็ไม่ยั่งยืน เพราะหากเกิดกำลังใหม่ขึ้น ความรุนแรงก็สามารถกลับมาได้ รัฐบาลไทยก็คงใช้ทางเจรจา อย่างการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น