เสวนาหลังฉาย “หะยีสุหลง คนหลังภาพ” ชำระความทรงจำชายแดนใต้ ถอนพิษอาณานิคม เปิดพื้นที่พูดความจริง เปลี่ยนกรอบคิดความมั่นคง
วันที่ 20 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “ภาพจำที่ (ไม่) คุ้นเคย : บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 19 และ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และจัดเสวนาหลังฉายภาพยนตร์สารคดี "หะยีสุหลง คนหลังภาพ"
.
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวอิสระและผู้กำกับสารคดี และ ผศ. ดร. ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ฆนัท นาคถนอมทรัพย์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
.
นวลน้อยกล่าวถึงที่มาของสารคดีว่ามูลนิธิหะยีสุหลงเป็นผู้เสนอให้ทำแต่ไม่ได้กำหนดว่าควรทำอย่างไร ตนเป็นนักข่าวในพื้นที่ อยากให้สังคมรู้จักหะยีสุหลงโดยไม่เจาะลึกจนแคบเกินไป เพราะข้อมูลเองก็กระจัดกระจาย ครอบครัวก็ไม่รู้ทั้งหมด ญาติบางคนเปลี่ยนนามสกุลหรือไม่กล้าบอกว่าเกี่ยวข้องกับหะยีสุหลง ขณะที่ญาติของผู้สูญหายไปพร้อมกันบางคนก็ไม่ต้องการพูดถึงเหตุการณ์ เพราะยังเจ็บปวด
.
เรื่องของหะยีสุหลงเป็นตัวแทนของความทรงจำที่ยังไม่ได้รับการจัดการซึ่งมีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ ส่งผลต่อการแก้ปัญหาและสร้างสันติภาพ ควรมีคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง เรื่องในพื้นที่แม้เล็กน้อยแต่ก็สัมพันธ์กับการเมืองไทย โดยหลังการอภิวัฒน์ 2475 บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง หะยีสุหลงจึงอาศัยพื้นที่การเมืองแบบเปิด ต่อสู้คดีในศาลโดยอ้างสิทธิในการวิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งกับเรื่องเล่าว่าชาวบ้านยุคหลัง 2475 ไม่สนใจประชาธิปไตย
.
ในช่วงท้ายสารคดีตระกูลโต๊ะมีนายังยืนยันยึดมั่นในสันติวิธี แต่ภาครัฐแยกสันติวิธีกับความรุนแรงไม่ออก มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี เปรียบเสมือนอนุสาวรีย์ของคนที่ยึดมั่นในสันติวิธีเพราะสร้างขึ้นหลังหะยีสุหลงหายตัว เดิมภาครัฐจะตั้งชื่อตามหะยีสุหลงแต่ครอบครัวไม่รับจึงใช้ชื่อมัสยิดกลางแทน และเป็นเหตุผลที่ตนเลือกปิดสารคดีด้วยภาพดังกล่าว
.
ลลิตากล่าวว่าภาพที่คนกรุงเทพฯ มองชายแดนใต้กับภาพจริงที่คนในพื้นที่มองเห็นไม่เหมือนกัน การมองแบบคนกรุงสร้างข้อจำกัดมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้คนในครอบครัว ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงปรารถนาสันติภาพแม้รัฐพยายามทำให้ลืม
.
ต่อคำถามว่าเหตุใดชุดความคิดฝ่ายความมั่นคงต่อ 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลลิตามองว่าชุดความคิดของฝ่ายความมั่นคงไทยแทบไม่ได้ปรับปรุงมาตั้งแต่สมัยนั้นจึงไม่สามารถรองรับภัยคุกคามใหม่ ๆ ได้ การเปลี่ยนชุดความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในกองทัพ แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐอื่น เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงการต่างประเทศด้วย ต้องเริ่มจากการถอนพิษระบบอาณานิคมรวมถึงทบทวนกรอบคิดที่ใช้จำแนกว่าใครเป็นภัยต่อความมั่นคง
.
การจะถอนพิษระบบอาณานิคมได้ต้องเริ่มจัดการเรื่องไม่ชัดเจนในอดีตเสียก่อน ยกตัวอย่างไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ซึ่งเคยเดินทางไปขอโทษครอบครัวหะยีสุหลง ขณะที่รัฐไทยไม่เคยขอโทษผู้ถูกกระทำ ไม่คิดว่าทำอะไรผิดเพราะทำไปตามวาทกรรมของสังคมหรือทำตามหน้าที่ หากรัฐต้องการเดินหน้าต่อและสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นโดยไม่พูดถึงปัญหาก็คงสร้างสังคมที่เสรีและเป็นธรรมได้ยาก
.
ด้านนวลน้อยระบุถึงข้อจำกัดของสังคมไทยที่ทำให้คนอยากเปลี่ยนแปลงต้องเลี่ยงไปพูดประเด็นอื่นที่สังคมยอมรับได้ หากพูดถึงสิทธิมนุษยชนโดยตรงไม่ได้ก็พูดถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแทน ท้ายที่สุดแล้วคนก็ไม่ได้คล้อยตามเพราะมองคนเท่ากันแต่มองเพียงผลประโยชน์ กลายเป็นขีดจำกัดการสร้างความเปลี่ยนแปลง
.
ประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังเป็นที่ถกเถียงและขัดแย้ง เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคงซึ่งควรอยู่ในฐานะผู้รักษากฎ ไม่ควรลงไปโต้เถียงกับชาวบ้านว่าเรื่องใดถูกหรือผิด เพราะจะยิ่งทำลายความไว้วางใจและสร้างความเสียหายแก่สถานะของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎ ในด้านกลไกรัฐเองก็ขาดความเป็นมืออาชีพ ในคดีของหะยีสุหลงอัยการกล่าวหาว่าหะยีสุหลงจะเชิญเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีน ทายาทสุลต่านปาตานีองค์สุดท้ายให้กลับมาปกครองปัตตานี แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานแต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นด้วยและเพิ่มโทษ
.
ลลิตามองว่าปัจจุบันทุกอย่างในสังคมไทยถูกทำให้เป็นการเมือง คนที่ออกมาพูดด้วยความหวังดีก็มักถูกผลักให้ไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การแก้ปัญหาชายแดนใต้ก็เช่นกัน รัฐไทยควรปรับปรุงวิธีการทั้งหมด การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนหลายมิติไม่ควรขึ้นอยู่กับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยกระบวนการภายในระบบราชการและขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมือง พร้อมย้ำว่าสันติภาพอาจไม่เกิดขึ้นโดยเร็วแต่อย่างน้อยควรเปิดพื้นที่ให้พูดความจริง
.
ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน วิจารณ์ว่าตนไม่เห็นด้วยกับการตัดจบสารคดีที่คำวินิจฉัยของญาติที่ยืนยันสันติวิธี เพราะการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำ และแย้งว่าปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยเพียงอย่างเดียวเพราะกฎหมายพิเศษยังคงอยู่ต่อเนื่องในทุกรัฐบาล สะท้อนความต่อเนื่องของรัฐไทยในนโยบายต่อพื้นที่
.
ผู้ฟังที่ทำงานในรัฐสภายอมรับว่าตนรู้ดีว่าคนไทยไม่สนใจหลักการหรือสิทธิมนุษยชน จึงต้องใช้เรื่องผลประโยชน์ต่อรองกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายก้าวหน้าในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จก็เน้นเรื่องปากท้องมากกว่าสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
.
นวลน้อยตอบว่าตนเห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งในชายแดนใต้และสังคมไทย คนที่เคลื่อนไหวบนหลักสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และสันติภาพมักถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้าย ทำให้พื้นที่สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกถูกบีบให้แคบลงเรื่อย ๆ ฉะนั้นจะหยุดพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้ แต่ตนเองก็ไม่มีคำตอบว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจึงต้องช่วยกันคิด
.
ผู้ฟังที่เป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งคำถามถึงการชำระประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าจะทำได้อย่างไรเมื่อคนจำนวนหนึ่งยังยึดชุดความคิดเดิม และผู้ที่พยายามตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์มักถูกตีตรา แล้วจะขับเคลื่อนอย่างไรและจะสำเร็จแค่ไหน
.
ลลิตาตอบว่าประเด็นเหล่านี้คนในฝ่ายความมั่นคงจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายจึงยังเปลี่ยนได้ยาก แม้คนรุ่นใหม่จะค่อย ๆ เข้ามามากขึ้นแต่วิกฤตไทย-กัมพูชาก็ทำให้ตนไม่ค่อยเชื่อมั่น เพราะคนรุ่นใหม่หรือสังคมก็ยังคงเชื่อเรื่องเล่าปลุกชาตินิยมโดยไม่ตั้งคำถาม การชำระประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องและกำหนดจุดยืนที่มั่นคง แม้การทำงานความคิดท่ามกลางปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกันรัฐบาลหลายชุดก็ไม่กล้าแตะกฎหมายความมั่นคงหรือโครงสร้างกองทัพ ทำให้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ถูกปล่อยให้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น