25 ปี แผนสิทธิมนุษยชนไทย: รัฐมีแผน แต่คนทำไม่รู้
อนุ กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ติดตามร่าง "แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 6" มีข้อค้นพบที่น่ากังวลว่า แม้ไทยจะมีแผนนี้มานานถึง 25 ปี แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติงานกว่าครึ่งกลับ "ไม่รู้ว่ามีแผนนี้อยู่" และหลายปัญหาถูกปัดตกไปเป็นเรื่องของความมั่นคง
.
- > เสรีภาพและการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP): นักปกป้องสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่ลุกขึ้นมาพูดความจริง ยังคงถูกฟ้องร้องเพื่อปิดปาก แผนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ที่มีอยู่ก็เป็นเพียงภาคสมัครใจ บังคับกลุ่มทุนไม่ได้จริง
- > สิทธิแรงงานที่ถูกแช่แข็ง: รัฐและทุนยังคงคัดค้านการรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ทำให้แรงงานไทยและข้ามชาติขาดสิทธิในการรวมตัวต่อรองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- > คดีการเมืองและสิทธิการประกันตัว: การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก (เช่น ม.112, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ) ยังคงดำเนินต่อไป สิทธิในการได้รับการประกันตัวกลายเป็นข้อยกเว้นแทนที่จะเป็นบรรทัดฐาน
.
วานนี้ (3 ก.ย.69) ที่ประชุมอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ มีการจัดประชุมโดยมีวาระสำคัญในการพิจารณา เรื่องการจัดทำร่างแผ่นสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2571-2575) โดยมีเสียงสะท้อนอย่างหนักแน่นจากทั้งนักวิชาการและภาคประชาสังคมว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แผนดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประชาชนได้จริง ซ้ำร้ายหน่วยงานรัฐที่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานกว่าครึ่งกลับไม่รู้ว่ามีแผนนี้อยู่ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้มีการเน้นย้ำถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ฝังรากลึก ทั้งปัญหาการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Anti-SLAPP) ตลอดจนข้อจำกัดด้านสิทธิแรงงานที่ยังถูกละเลย
.
[ปัญหาเรื้อรัง: "แผนมีไว้ตั้ง แต่คนทำไม่รู้ รัฐเกี่ยงความรับผิดชอบ"]
.
การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมยังเชิญ ผศ.ดร.กิตติ ชยางคกุล จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ร่วมจัดทำแผนฯ นี้ มาให้ข้อมูล โดยระบุว่า ประเทศไทยจัดทำแผนสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ปัจจุบันผู้ปฏิบัติงานโดยตรงกว่า 50% กลับไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของแผน ประกอบกับแผนฉบับที่ 5 ถูกร่างขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้ขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบด้าน
.
ปัญหาใหญ่ที่พบคือ "การเกี่ยงความรับผิดชอบ" ระหว่างหน่วยงานรัฐ เนื่องจากขาดเจ้าภาพที่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ เช่น ปัญหาด้านเด็กที่มีหน่วยงานรับผิดชอบถึง 10 แห่ง แต่ทำได้เพียงประสานงานขอข้อมูลกันเท่านั้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐมักไม่มองปัญหาเชิงโครงสร้างว่าเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน เช่น ปัญหาภาคใต้ที่มักถูกตีความว่าเป็นเพียงปัญหาความมั่นคงหรือการเมือง
.
[ไฮไลต์ 3 ด้านหลักในร่างแผนฉบับที่ 6]
.
ร่างแผนสิทธิมนุษยชนฯ ฉบับใหม่นี้ ได้แบ่งกรอบการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ครอบคลุมประชาชนทุกคนรวมถึงกลุ่มเปราะบางเฉพาะกลุ่ม ได้แก่:
.
สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง: มุ่งเน้นไปที่เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม ปัญหาการบังคับใช้ ม.112 และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ รวมถึงประเด็นคนพิสูจน์สถานะไม่ได้ (ผู้ไร้สัญชาติ) สิทธิทางดิจิทัล การซ้อมทรมานและอุ้มหาย ตลอดจนสิทธิในการเข้าถึงการประกันตัวของนักโทษทางการเมือง ซึ่งปัจจุบันพบว่าการไม่ให้ประกันตัวกลายเป็นบรรทัดฐานแทนที่จะเป็นข้อยกเว้น
.
สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม: ครอบคลุมตั้งแต่วิกฤตสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและผู้สูงอายุ สิทธิการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ (เด็ก G) รวมถึงปัญหาสิทธิแรงงาน ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ และข้ามชาติ โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐและเอกชนไทยยังคงคัดค้านการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรวมตัวต่อรองของแรงงาน
.
สิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล: ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของการทำประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ขาดความครอบคลุมด้านภาษาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงปัญหา การฟ้องปิดปาก (SLAPP) นักอนุรักษ์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ที่มีอยู่เป็นเพียงภาคสมัครใจ จึงไม่สามารถบังคับใช้เพื่อปกป้องประชาชนได้จริง
.
[นี่คือ "แผนสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐบาล" ไม่ใช่ของประชาชน?]
.
ในที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่การไม่มีกฎหมายหรือกลไก แต่คือการที่ "กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง" รัฐมักอ้างว่ามีกลไกคุ้มครองแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับขาดความเป็นอิสระและไม่มีอำนาจบังคับใช้ เช่น กรณีที่คณะกรรมการวลพ. สั่งห้ามสภากาชาดไทยเลือกปฏิบัติในการรับบริจาคเลือดจากกลุ่มชายรักชาย แต่กลับถูกสภากาชาดนำเรื่องไปฟ้องศาลปกครองเพื่อกลับคำตัดสิน
.
นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำแผนยังเผชิญอุปสรรคจากหน่วยงานรัฐที่มักจะ "ขอปรับลดตัวชี้วัด" หรือตัดความรับผิดชอบของตนออกไปในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ประเมินได้ง่ายขึ้น ทำให้ภาคประชาสังคมวิจารณ์ว่า ท้ายที่สุดนี่อาจเป็นเพียง "แผนสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐบาล" ไม่ใช่ของชาติอย่างแท้จริง
.
ข้อเสนอแนะทิ้งท้ายจากที่ประชุมระบุว่า การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนของไทยไม่สามารถหวังพึ่งกลไกรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนผ่านรูปแบบจาก "การปกครองส่วนบน" (Government) ไปสู่ "การจัดการร่วมกัน" (Governance) ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและตรวจสอบอย่างแท้จริง ก่อนที่ร่างแผนฉบับนี้จะถูกหน่วยงานรัฐตัดทอนสาระสำคัญจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม
.
#สิทธิมนุษยชน #แผนสิทธิมนุษยชนฉบับที่6
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น