การเมืองไทยยังไม่นิรโทษกรรมจริง ทิ้ง ม.112 ไว้ข้างหลัง เสนอใช้มาตรการบริหารโทษ - ลดโทษ - ทบทวนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
วันที่ 20 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “ภาพจำที่ (ไม่) คุ้นเคย : บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 19 และ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และจัดเสวนา "ว่าด้วยการ (ไม่) นิรโทษกรรมกับการเมืองไทย"
.
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพชร ธนกร เยาวชนที่โดน ม.112 และเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา
.
เพชรกล่าวถึงบรรยากาศการดำเนินคดีว่า คดี ม.112 ในศาลเยาวชนมีลักษณะปิดลับ ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าฟัง แม้ตามปกติแล้วคดี ม.112 ของผู้ใหญ่สามารถเข้าฟังได้ก็ตาม ต่อให้เยาวชนและผู้ใหญ่จะถูกดำเนินคดีเดียวกันแต่กลับต้องแยกกระบวนการออกจากกัน ทำให้บรรยากาศในศาลเยาวชนโดดเดี่ยวและอึดอัด
.
ศาลกดดันหลายครั้งให้ยอมรับสารภาพและเข้ามาตรการปกติของศาลเยาวชน คือการไปคุมประพฤติ 2 – 3 ปีและต้องรายงานตัวเป็นประจำ ในมุมของตนเมื่อตัดสินคดีก็ต้องเข้ามาตรการอยู่ดี ขณะที่กระบวนการตั้งแต่หมายศาลมาที่บ้านจะต้องไปรายงานตัว เข้าสถานคุมประพฤติ ซักประวัติ และทำแบบทดสอบต่าง ๆ บางศาลอยู่ไกล ต้องซักประวัติหลายชั่วโมง และมีคำถามส่วนตัว เช่น รสนิยมทางเพศหรือรอยสัก ซึ่งเมื่อตนเปิดเผยเรื่องนี้สู่สังคมแล้วศาลถูกวิจารณ์ก็ปรับตัวให้ดีขึ้น
.
เพชรยังตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใด พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขหรือ พรบ.นิรโทษกรรมจึงไม่รวมคดี ม.112 ของเยาวชน เพราะผู้ถูกดำเนินคดีไม่ใช่อาชญากร สังคมไทยควรเปิดพื้นที่ให้สามารถพูดถึงประเด็นเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่
.
ด้านเทวฤทธิ์ระบุว่าตนได้อยู๋ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วย แม้ในชั้น สส. จะไม่นิรโทษกรรมคดี ม.112 ของเยาวชนแต่ก็ยังมีมาตรการหันเหคดีในมาตรา 11 ทว่าในการพิจารณาของฝั่ง สว.นั้น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่อยู่ในกลุ่ม สว. เสียงข้างได้สงวนความเห็นไว้ และเมื่อมาขอมติในที่ประชุมวุฒิสภาก็เห็นชอบที่ให้ติดการหันเหคดีสำหรับเยาวชนในคดี ม.112 ออกไป
.
ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอีกกลุ่มอย่างพวกตนพยายามแก้มาตรา 3 เพื่อให้นิรโทษกรรมเยาวชนแต่ไม่สำเร็จ จึงเสนอเปิดช่องใช้มาตรการบริหารโทษ เช่น การคุมขังในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ แม้จะใส่ลงใน พรบ. ไม่ได้แต่ก็บันทึกข้อเสนอนี้ไว้ในข้อสังเกตเพื่อให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนำไปพิจารณา
.
เทวฤทธิ์ยังเห็นว่า ม.112 เป็นกฎหมายเชิงนโยบายซึ่งรัฐเลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ สมัย พล.อ. ประยุทธ์ก็เคยไม่ให้ใช้อยู่ช่วงหนึ่งและก็นำกลับมาใช้อีก โดยผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่เป็นการเรียกร้องต่อรัฐแม้อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จึงเห็นควรพิจารณานิรโทษกรรม
.
พูนสุขกล่าวว่า ม.112 เป็นคดีการเมืองอย่างชัดเจนแต่ไม่ถูกนับรวมนิรโทษกรรม โดยตั้งแต่ปี 2475 ไทยมีกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้ง ทั้งให้คณะรัฐประหาร กบฏ และประชาชนจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งการนิรโทษกรรมในอดีตไม่ได้จำกัดฐานความผิดแบบ พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข
.
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการบังคับใช้ ม.112 สัมพันธ์กับสถานการณ์การเมืองชัดเจน ทั้งหลังการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2553 ที่ลงโทษกรรมละ 5 ปี และหลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งประชาชนถูกนำขึ้นศาลทหารและลงโทษกรรมละ 8 – 10 ปีหรือโทษเพิ่มขึ้นเท่าตัว ไปจนถึงช่วงที่เปลี่ยนแนวทางบังคับใช้กฎหมาย มีทั้งการไม่ดำเนินคดีและสั่งไม่ฟ้องอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใช้ ม.112 อย่างกว้างขวางอีกครั้งปลายปี 2563 และมีการตีความ ม.112 แบบขยายเกินตัวบทกฎหมาย
.
ผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองกลับไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ทั้งที่ร่างกฎหมายครอบคลุมคดีจากการชุมนุมและการแสดงออกที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ขณะเดียวกัน ตัว พรบ. กลับกำหนดข้อยกเว้นบางฐานความผิด รวมถึง ม.112 การถกเถียงเรื่องนิรโทษกรรมก็มุ่งไปที่ ม.112 เป็นหลักทั้ง ๆ ที่มีข้อหาอื่นที่ควรพิจารณาด้วย สำหรับคดีเยาวชน หากมีการจำหน่ายคดีแล้วก็ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการอีก ขณะที่เยาวชนจำนวนหนึ่งต้องทนทุกข์กับมาตรการต่าง ๆ บางคนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ก็เลือกลี้ภัยแทนการเข้าสู่กระบวนการ
.
พูนสุขยังตั้งข้อสังเกตต่อคณะกรรมการเสริมสร้างสังคมสันติสุขว่า คณะกรรมการมีเวลา 180 วันในการตีความว่าคดีใดเป็นคดีจากการแสดงออกทางการเมืองตามมาตรา 7 ซึ่งยังไม่ชัดว่าจะตีความกว้างหรือแคบเพียงใด ทั้งที่รัฐสภาควรถกเถียงเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนผ่านกฎหมาย
.
เทวฤทธิ์ระบุว่าสิ่งที่ต้องจับตาต่อคือมาตรการอื่นนอกจากการนิรโทษกรรม เช่น ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ สามารถออกได้ รวมถึงการตีความว่าคดีใดเป็นคดีทางการเมือง โดยเห็นว่าควรพิจารณาเจตนารมณ์และเงื่อนไขแวดล้อมของผู้กระทำในทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
.
สำหรับคดี ม.112 แม้จะไม่ได้รับนิรโทษกรรมแต่ยังมีข้อเสนอเรื่องการบริหารโทษและมาตรการอื่นรองรับ จึงไม่อยากให้ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ถอดใจ ยังควรติดตามการทำงานของคณะกรรมการฯ ต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี ต้องมีการบริหารเพื่อให้สังคมกลับเข้าสู่สันติสุข ไม่ใช่เพียงลงโทษให้เกิดความหวาดกลัว ต้องมีกระบวนการดึงผู้คนกลับเข้าสู่สังคมด้วย แม้ไม่มีการนิรโทษกรรม ม.112 ก็ตาม
.
เพชรกล่าวว่าหากจะผลักดันนิรโทษกรรมก็ควรให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่ที่ยังถูกคุมขัง เช่น ทนายอานนท์ นำภา มากกว่าเยาวชนบางส่วนที่คดีสิ้นสุดแล้ว พร้อมเห็นว่าหากไทยต้องการเป็นประชาธิปไตยจริง ต้องเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันแทนการดำเนินคดี
.
ส่วนพูนสุขระบุว่า พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่ใช่ปลายทางของการเยียวยาความขัดแย้ง เพราะฝ่ายชนะได้ทั้งหมดและยังพันธนาการฝ่ายแพ้ต่อไป จึงไม่ใช่การคลี่คลายความขัดแย้ง พร้อมเสนอว่า กระบวนการยุติธรรมต้องทำหน้าที่ รวมถึงการแก้กฎหมายเพื่อลดโทษ โดยขณะนี้มีการรณรงค์ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ซึ่งเพิ่มโทษ ม.112 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หากยกเลิกคำสั่งนี้ได้สำเร็จโทษ ม.112 จะลดเหลือ 0 – 7 ปีและอาจให้ศาลกำหนดโทษใหม่ให้ต่ำกว่าเดิมได้
.
ต่อคำถามถึงการใช้ พรก. ฉุกเฉินฯ และ พรบ. การชุมนุมสาธารณะ รวมถึงบทบาทของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พูนสุขระบุว่า พรก. ฉุกเฉินฯ ยังคงใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเป็นบริบทเฉพาะ แต่ควรทบทวนเพราะใช้มายาวนานกว่า 20 ปี ขณะที่ พรบ. การชุมนุมสาธารณะซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ก็ควรทบทวนเช่นกัน โดยเฉพาะข้อห้ามชุมนุมใกล้เขตพระราชฐาน กฎหมายกลับถูกเลือกใช้เฉพาะบางกิจกรรมที่ผู้มีอำนาจระคายเคือง จึงมีปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติและควรทบทวนบทบัญญัติดังกล่าว ส่วน พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานโดยกำหนดฐานความผิดและมีกลไกคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้อง
.
ด้านเทวฤทธิ์กล่าวว่า พรบ. การชุมนุมสาธารณะ แม้เขียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการชุมนุมแต่กลับบังคับให้ไปจดแจ้งล่วงหน้าจึงสร้างข้อจำกัด เช่น หากแรงงานจะชุมนุมประท้วงหน้าโรงงานตนเองก็ทำไม่ได้โดยนายจ้างไม่รู้ก่อน ส่วนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีหน้าที่เสนอคำแนะนำต่อหน่วยงานต่าง ๆ ได้ด้วย
.
ปัจจุบัน ม.112 ยังไม่ถูกนับเป็นการฟ้องปิดปากอย่างจริงจัง หากไทยต้องการเข้า OECD ก็ต้องให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม การตรวจสอบและความโปร่งใส ดังนั้น ม.112 ที่ถูกเพิ่มโทษในปี 2519 หากยังคงระดับโทษดังกล่าวไว้สังคมไทยยังอยู่ในกรอบความคิดของปี 2519 หรือไม่ จึงเสนอให้ทบทวนกฎหมาย โดยควรมีข้อยกเว้นกรณีหากพิสูจน์ว่าเป็นความจริงอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
.
เพชรทิ้งท้ายว่า ม.112 เปิดช่องให้บุคคลทั่วไปเข้าแจ้งความกันได้ จึงอยากให้ สส. และ สว. ทบทวนทั้งเรื่องผู้มีสิทธิแจ้งความและระดับโทษของกฎหมายดังกล่าว
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น