เตือน 14 ก.ย. ชี้ชะตานิติรัฐ เวทีรัฐสภาชำแหละปม “โกง สว.” แฉเส้นเงินมัดแน่น อัด กกต. ยื้อคดี เอื้อ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ยึดโครงสร้างประเทศ
จากกรณีข้อครหาการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังเป็นที่จับตาของสังคม ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 607 รัฐสภา มีการจัดเสวนาหัวข้อ “วิกฤติศรัทธา (สภา) สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” โดยมีนักวิชาการ อดีต กกต. และนักการเมือง ร่วมวิพากษ์กระบวนการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องตัดสินใจในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะส่งฟ้องผู้ต้องสงสัยทุจริตทั้ง 229 คนหรือไม่
.
เวทีเสวนาดังกล่าวประกอบด้วย นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน, รศ.โคทม อารียา อดีต กกต., สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และมีการร่วมแสดงความเห็นจาก ภคมน หนุนอนันต์ ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ
.
[แฉเกมสภา “เตะถ่วง” อุ้ม กกต. หนีซักฟอกก่อนวันชี้ชะตา]
.ชยพล สท้อนดี เปิดเผยถึงเกมในสภาว่า มีความพยายามอย่างชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาลในการดึงเกม ยื้อเวลาการอภิปรายงานของ กกต. ให้ไปตกในช่วงดึกหรือเลื่อนออกไป เพื่อลดทอนความสนใจของประชาชนและหลีกเลี่ยงการถูกแฉข้อมูลก่อนวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่ กกต. จะตัดสินใจเรื่องคดีฮั้ว สว. สอดคล้องกับ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ที่ระบุว่า สภาพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้อภิปรายเรื่องนี้ และมีข่าวลือหนาหูว่า กกต. อาจมีมติ “ไม่สั่งฟ้องเลย” เพื่อรักษาฐานอำนาจของ สว. ชุดนี้
.
[ตั้งอนุฯ ชุด 36 “ฟอกขาว”? นักกฎหมายจวก กกต. ก้าวล่วงอำนาจศาล]
.ประเด็นข้อกฎหมาย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการทำงานของ กกต. ที่ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาซ้อนทับชุดที่ 26 (ที่ทำสำนวนร่วมกับ DSI อย่างรัดกุม) โดยมองว่าเป็นการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยว
.
รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุว่า ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่แค่ประเมินว่ามีหลักฐาน “ควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต ก็ต้องส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่ทำตัวเป็นศาลตัดสินเสียเอง แต่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 กลับไปตั้งกรอบใหม่เป็น “ควรไม่เชื่อ” ซึ่งขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน
.
รศ.ดร.มุนินทร์ เตือนด้วยว่า หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา หรือส่งไม่ครบ จะถือเป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบโดยตุลาการ หาก กกต. ละเว้น ประชาชนก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับ กกต. ได้ เช่นเดียวกับคดีในอดีต
.
[จับโป๊ะ “เส้นทางเงิน” มัดขบวนการฮั้ว ทุนใหญ่ยึดรัฐเชิงโครงสร้าง]
.ทางด้าน สฤณี อาชวานันทกุล ได้เปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินที่ชุดสืบสวนที่ 26 และ DSI ตรวจพบ ซึ่งชี้ชัดว่าทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่พฤติกรรมระดับปัจเจก เช่น มีผู้สมัคร สว. จำนวนมากรับเงินโอนจากผู้ช่วย สส., มีการโอนเงินรวดเดียวให้ 10 คน คนละ 2,000 บาท ในวันก่อนและวันเลือกตั้ง และข้ออ้างเรื่องการ "กู้ยืมเงิน" เป็นหลักแสนด้วยเงินสดโดยไม่มีหลักฐานการคืนเงิน
.
สฤณี นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าคือ “การยึดรัฐแบบแข็งเชิงโครงสร้าง” ที่เลวร้ายยิ่งกว่าการทุจริตคอร์รัปชันทั่วไป เพราะเป็นการใช้เงินเพียง 400-500 ล้านบาท ซื้อ สว. เพื่อเข้าไปกุมอำนาจในการเขียนกฎหมาย เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน และชี้ชะตาองค์กรอิสระทั้งหมด ซึ่งถูกกว่าการซื้อ สส. เสียอีก
.
[รุกคืบ “ระบอบสีน้ำเงิน” ประชาชนต้องไม่ยอมจำนน]
.รศ.โคทม อารียา ในฐานะอดีต กกต. ยอมรับว่ากระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ไม่ชอบมาพากลและหละหลวม พร้อมตั้งคำถามถึงสโลแกน “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง เที่ยงธรรม” ของ กกต. ปัจจุบัน ว่าสามารถอธิบายการทำงานให้ประชาชนฟังได้หรือไม่ ชี้หากเรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังปล่อยผ่าน นิติรัฐนิติธรรมของไทยจะไม่เหลือชิ้นดี
.
ขณะที่วงเสวนาทั้ง ชยพล และ ภคมน ได้พุ่งเป้าไปที่การขยายอำนาจของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวุฒิสภา แต่ลุกลามไปถึงการวางเครือข่ายอุปถัมภ์ผ่านการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคนติดหนี้บุญคุณไปตลอดชีวิต นี่คือการทำ “รัฐประหารเงียบ” ผ่านกลไกทางกฎหมายเพื่อทำให้ประชาชนสิ้นหวังและเลิกสนใจการเมือง
.
โดยสรุปแล้วเวทีนี้วิทยากรทุกคนเรียกร้องให้ประชาชน สื่อมวลชน จับตาการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด หากผลออกมาเป็นการ “ตีตก” สำนวน หรือส่งฟ้องเพียงบางส่วนเพื่อรักษาเครือข่ายอำนาจ สังคมต้องช่วยกันแฉข้อมูลเส้นทางการเงินในระดับพื้นที่ และประกาศให้ประชาคมโลก (เช่น OECD) ได้รับรู้ถึงมาตรฐานความโปร่งใสของรัฐไทย โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของความยุติธรรมในวิกฤติศรัทธาครั้งนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น