Don’t shoot the messenger : เมื่อ "คนนำสาร" กำลังถูกคร่าอย่างช้า ๆ ผ่านกระบวนการยุติธรรม



ในสังคมประชาธิปไตยที่แข็งแรง การตรวจสอบผู้กุมอำนาจรัฐถือเป็นกลไกพื้นฐานที่รับประกันความโปร่งใสและผลประโยชน์ของสาธารณชน ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนไทยในปัจจุบันกลับสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบด้วยการมุ่งเป้าโจมตีผู้ทำหน้าที่เปิดเผยความจริง ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางกฎหมายทั่วไป แต่มันคือการนำแนวคิดยุคโบราณกาลอย่าง "คร่าคนนำสาร" (Shoot the Messenger) กลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบของนิติสงคราม (Lawfare)
.
ตามหน้าประวัติศาสตร์เมื่อผู้กุมอำนาจไม่พึงใจในข่าวสารที่สะท้อนความล้มเหลวหรือความผิดพลาดของตนก็มักเลือกที่จะกำจัดผู้นำสารเพื่อระงับการรับรู้ของสังคม ส่วนในปัจจุบันการ "ฆ่า" มักไม่ได้กระทำด้วยคมหอกกระบอกปืน แต่กระทำผ่านการฉวยใช้กระบวนการยุติธรรมให้กลายเป็นเครื่องมือปิดปาก หรือที่รู้จักกันในนาม SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation)
.
กรณีที่สะท้อนวาทกรรมนี้ได้อย่างชัดเจนและน่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการที่สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารเดอะ อีสาน เรคคอร์ด โดยเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาทพ่วงด้วยคดีอาญา สืบเนื่องมาจากการนำเสนอข่าวการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี "สินบนแรงงานไทยในฟินแลนด์" ซึ่งเป็นประเด็นระดับข้ามชาติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพและสิทธิของแรงงานไทย
.
กลยุทธ์ทางกฎหมายเช่นนี้มีเจตนารมณ์แฝงที่ไกลกว่าการปกป้องเกียรติยศส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำลายล้างด้วยภาระทางคดีโดยการตั้งค่าเสียหายไว้สูงถึง 50 ล้านบาท ต่อสื่อมวลชนสำนักเล็ก ๆ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเป็นการสร้างภาระที่ไม่อาจแบกรับได้ ทั้งยังเป็นการบีบบังคับให้ผู้ทำหน้าที่สื่อต้องสูญเสียทรัพยากร เวลา และกำลังใจไปกับการต่อสู้ในชั้นศาล แทนที่จะได้ทุ่มเทให้กับการขุดคุ้ยความจริงเพื่อสังคม
.
ยิ่งไปกว่านั้นเป้าหมายที่แท้จริงของการฟ้องร้องบุคคลที่เป็นบรรณาธิการ คือการส่งสัญญาณข่มขู่ไปยังเครือข่ายสื่อมวลชนและประชาชนทั้งสังคมว่าผู้ใดที่แตะต้องประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้มีอำนาจจะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่หนักหน่วง นี่คือวิธีการทำให้สังคมเงียบงันด้วยความหวาดกลัว และเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังเกิดกรณีการฟ้องปิดปากสื่อมวลชนโดยผู้มีอำนาจในสังคม นั่นคือ กกต. ที่แจ้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาร้ายแรงต่อช่างภาพ Spacebar จากการไปปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนในการเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
.
หากบุคคลสาธารณะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตน วิถีทางที่สง่างามและชอบธรรมที่สุดคือการใช้พื้นที่สาธารณะในการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ไม่ใช่การใช้ข้อได้เปรียบทางทรัพยากรและอำนาจรัฐมาปิดปากสื่อมวลชน การปกป้องคุณหทัยรัตน์และสื่อมวลชนที่ยืนหยัดในจรรยาบรรณ ไม่ใช่เพียงการปกป้องวิชาชีพสื่อ แต่คือการปกป้องสิทธิในการรับรู้ความจริงของประชาชนทั้งประเทศ เพราะหากเรายอมให้ผู้มีอำนาจ "คร่าคนนำสาร" ได้สำเร็จ สังคมไทยก็จะหลงเหลือเพียงความมืดบอดและการทุจริตที่ปราศจากการตรวจสอบเท่านั้น
.
สุดท้ายนี้ผมขอคัดค้านการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกทุกรูปแบบ และขอให้ทุกภาคส่วนเร่งรัดกระบวนการร่างกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (Anti SLAPP Law) เพื่อปกป้อง "คนนำสาร" และประชาชนในสังคมให้มีสิทธิรับรู้ข้อเท็จจริงและตรวจสอบอย่างโปร่งใสต่อไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?