3 ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยไม่รับปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไว้พิจารณา อ้าง "ไม่เป็นการใช้อำนาจตรงตาม รธน."
จากเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ มติ 6:3 รับคำร้องปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา นั้น ที่น่าสนใจคือ มติเสียงข้างน้อย 3 ราย ประกอบด้วย อุดม สิทธิวิรัชธรรม คนที่มีคลิปเสียดสีพรรคประชาชนตอนยุบพรรคก้าวไกล, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ คนนี้อดีตหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญคนล่าสุดที่สว.ชุดปัจจุบันเพิ่งเห็นชอบไปเมื่อ ก.ค.ปีที่แล้ว ให้เหตุผลที่ "ไม่รับ" ไว้พิจารณา จากเอกสารจดหมายข่าวของ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าเพราะ "ไม่เป็นการใช้อำนาจตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นอำนาจตาม พ.ร.ป. กกต.และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส." คือผมตีความได้ว่า 3 คนนี้ มองว่าควรเป็นอำนาจที่ กกต.จะพิจารณา แต่ถ้าไปดูคำร้องพูดถึงการใช้ Barcode และ QR Code ในบัตรเลือกตั้งนั้น มันกระทบต่อรัฐธรรมนูญโดยตรงใน ม.85 ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งเป็นลับ และฝ่าย 6 เสียงข้างมาก เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการทั่วไปในการจัดการเลือกตั้ง จึงมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต.
.
รายละเอียดเพิ่มเติมของคดีนี้ จากเหตุที่ กกต. จัดการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัส QR Code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนน "มิได้เป็นไปโดยลับ" เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.4, ม.25, ม.34, ม.50(7), ม.83 วรรคสอง, ม.85, ม.95 และ ม.224
.
โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงเห็นว่าข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนุ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ซึ่งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.224 ประกอบ ม.83 วรรคสอง คำรองเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามรัฐธรรมนุญ ม.213 ประกอบ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาความศาลรัฐธรรมนูญ ม.46 มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
.
'กระบวนการหลังจากนี้ ตาม พ.ร.ป.วิฯ ศาลรัฐธรรมนูญ
.
1. ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องคือ กกต. ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด [ม.54] กรณีผู้ถูกร้องไม่ยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาตามวรรคสองหรือไม่มารับสําเนาคําร้องภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้ถูกร้องไม่ติดใจที่จะยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และให้ศาลดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ศาลอาจย่นหรือขยายได้ตามความจําเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม[ม.31]
2. ผู้ร้องจะแก้ไขเพิ่มเติมคําร้อง หรือผู้ถูกร้องจะแก้ไขเพิ่มเติมคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาย่อมทําได้ โดยต้องยื่นคําขอเสียก่อนวันที่ศาลกําหนดว่าจะมีคําวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 7 วัน [ม.55]
3. หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวนิิจฉัยโดยไม่ทําการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้ [ม.58]
4. แต่เห็นว่าจะมีการไต่สวน เมื่อศาลประกาศกําหนดวันนัดไต่สวนครั้งแรก ให้ส่งสําเนาประกาศให้แก่คู่กรณีไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันนัด ส่วนกําหนดวันนัดไต่สวนครั้งต่อไป [ม.59] โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจนถึงการตัดสินอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่หากมีการขยายเวลาและต้องไต่สวนเพิ่มเติม อาจกินระยะเวลาไปถึง 2 หรือ 2 เดือนครึ่ง
.
ดังนั้นภายใน พ.ค.นี้คงได้เห็นความชัดเจนของกรณีนี้ ว่าจะบาร์โค้ดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากขัดผลของมันจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้คาดการณ์หากตีความตามเจตนารมและความมุ่งหมายรายมาตราในส่วนของ "บัตรเลือกตั้งเป็นลับ" นั้น ไม่เพียงแค่ผู้อื่นต้องไม่ทราบได้ว่าผู้เลือกนั้นเลือกใครอย่างไรแล้ว ต้อง "ไม่สามารถตรวจสอบได้" ด้วย กรณีมีบาร์โค้ดแม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายในการตรวจสอบ ต้องมีคนถ่ายภาพ แต่มันบอกเราว่า "ตรวจสอบได้" ซึ่งขัดกับหลักว่าด้วยเลือกตั้งเป็นลับใน ม.85 ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาความได้สัดส่วนของผลของมัน ดังนั้นอาจด้วยยังไม่มีเหตุการณ์ตรวจสอบดังว่า ก็ยังไม่ทำให้การเลือกตั้งที่ประชาชนใช้สิทธิอันสุจริตนั้นเสียไป เราต้องรักษาเสียงของประชาชนที่ไปออกเสียงด้วยความสุจริตเหล่านั้นก่อน ผลอาจไปในทางไม่โมฆะ แต่ต้องห้ามใช้บาร์โค้ดอีก รวมทั้งอาจมีกระบวนการรักษา(หรือทำลายบางส่วน)เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบได้การลงคะแนนของประชาชนได้ รวมทั้งสั่งห้ามใช้บาร์โค้ดอีก และแน่นอนต้องมีคนรับผิดชอบจากกรณีนี้ไหม?
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น