ร่วมรำลึก ‘วัน (แรงงาน) สตรีสากล’ 2569: จากหยาดเหงื่อประวัติศาสตร์ สู่สิทธิลาคลอดและอำนาจรวมกลุ่มที่แท้จริง
ในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เมื่อปฏิทินเวียนมาถึง “วันสตรีสากล” เรามักเห็นภาพลักษณ์ของการเฉลิมฉลองที่ฉาบเคลือบด้วยความสวยงาม การมอบช่อดอกไม้ หรือการจัดเวทีเชิดชูเกียรติสตรีผู้ประสบความสำเร็จในชนชั้นนำ ภาพเหล่านี้วนเวียนจนอาจทำให้ “ที่มาและความหมาย” อันเข้มข้นถูกกลบฝังไว้ภายใต้กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จนเราเกือบหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้ววันนี้มีต้นธารมาจากการต่อสู้ที่อาบไปด้วยเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อของกรรมกรหญิง และมีรากฐานดั้งเดิมมาจาก “วันแรงงานสตรีสากล” ดังสัญลักษณ์กำปั้นที่ปรากฎบนตราของวันสตรีสากล
.
ย้อนกลับไปในช่วงรุ่งอรุณของยุคอุตสาหกรรม แรงงานหญิงคือกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ซ้ำซ้อน ทั้งในฐานะแรงงานและในฐานะเพศสภาพ โศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2400 ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกรรมกรหญิงเสียชีวิตถึง 119 คนจากการลอบวางเพลิงโรงงานขณะชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม คือรอยแผลที่ย้ำเตือนว่าสิทธิสตรีไม่ได้มาจากการร้องขอแต่แลกมาด้วยชีวิต ต่อมาในปี พ.ศ. 2453 ‘คลารา เซทคิน’ นักการเมืองสังคมนิยมจึงได้เสนอให้โลกมีวันสตรีสากล เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมง ค่าจ้างที่เป็นธรรม และสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง
.
สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้ ขบวนการแรงงานหญิงได้ขับเคลื่อนมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง เพราะปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยสิทธิการ “ลาคลอด” ได้ขยับขึ้นเป็น 120 วันอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลจากการเคี่ยวกรำผลักดันของภาคประชาชนและกลุ่มสหภาพแรงงานหญิงที่สืบทอดเจตนารมณ์มาตั้งแต่ยุคการต่อสู้เรื่องลาคลอด 90 วันเมื่อสามทศวรรษก่อน ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะนี้สังคมไทยยังกำลังจับตามองการพิจารณาร่างกฎหมาย “การลาหยุดเนื่องจากมีประจำเดือน” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยอมรับสิทธิทางสรีรวิทยาของแรงงานหญิงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบซ่อนหรือถูกมองว่าเป็นความอ่อนแออีกต่อไป
.
อย่างไรก็ตามท่ามกลางกฎหมายที่กำลังขยับขยาย สิ่งที่ต้องตระหนักให้มั่นคือหัวใจสำคัญที่ขบวนการแรงงานสตรีทั่วโลกและในไทยกำลังเรียกร้องอย่างแหลมคมที่สุดในขณะนี้ คือการที่รัฐบาลต้องให้การรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการรับรองสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรอง หากรัฐไทยยังเพิกเฉยต่อการให้หลักประกันทางกฎหมายในการรวมกลุ่ม สิทธิที่ได้มาก็อาจถูกพรากคืนได้ทุกเมื่อโดยกลุ่มทุนและรัฐที่ไร้การตรวจสอบ
.
จริงอยู่ที่การมีกฎหมายรองรับเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากแรงงานไม่ว่าเพศสภาพใดขาดการรวมกลุ่มเพื่อสร้าง “จิตสำนึกร่วมทางชนชั้น” เราย่อมไม่อาจบันดาลความเสมอภาคที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ในโลกที่ยังคงขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเหนือคุณภาพชีวิตมนุษย์ เพราะอำนาจที่แท้จริงของแรงงานหญิงไม่ได้อยู่ที่การรอคอยความเมตตาปรานีจากรัฐบาลใหม่ แต่อยู่ที่ “สิทธิการรวมกลุ่มเจรจาต่อรอง” เพื่อสร้างอำนาจคานงัดที่เท่าเทียมผ่านสภาพแวดล้อมและเครื่องมือเสริมอำนาจที่เป็นธรรม
.
ในวันสตรีสากลปี 2569 นี้ ผมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและผู้ร่วมจัดกิจกรรมทุกภาคส่วนร่วมกันรำลึกถึงรากเหง้าที่แท้จริงของวันนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการยกย่องในเชิงภาพลักษณ์ แต่ต้องร่วมกันสร้างกลไกที่เอื้อให้แรงงานหญิงสามารถรวมกลุ่มกันได้อย่างเข้มแข็ง เพื่อผลักดันไปสู่เป้าหมาย สิทธิลาคลอด 180 วัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) รวมถึงการสร้างสังคมที่ไม่มีใครต้องเลือกระหว่าง “ความมั่นคงในงาน” กับ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
.
เพราะโลกที่เสมอภาค จะไม่เกิดขึ้นจากใครประทานให้ แต่จะเกิดขึ้นจากการร่วมแรงรวมใจของชนชั้นแรงงานที่ตระหนักในอำนาจของตนเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น