1 ปี โศกนาฏกรรมตึก สตง. ถล่ม: บทเรียนราคาแพงกับวาระเร่งด่วนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
วันที่ 28 มีนาคม 2569 ครบรอบ 1 ปีเต็มของเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทพังถล่มจากเหตุการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่ห่างจากตัวอาคารนับพันกิโลเมตร ทว่ารายงานความคืบหน้าล่าสุดจาก สตง. เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ยืนยันชัดเจนถึงความบกพร่องทางวิศวกรรม โศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตผู้คนถึง 95 รายนี้เกิดจากการใช้คอนกรีตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การออกแบบที่ฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคาร และการลดระยะฝังเหล็กเสริมจนโครงสร้างอ่อนแอ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐและการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ของกลุ่มทุนผู้รับเหมาอย่างชัดเจน
.
นอกจากความสูญเสียทางโครงสร้าง ภายใต้ซากปรักหักพังคือชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั้งไทยและข้ามชาติที่ต้องสังเวยให้กับมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้มเหลว คำถามสำคัญที่สังคมยังต้องติดตามคือ กระบวนการเยียวยาและระบบประกันสังคมได้ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างเป็นธรรมและครอบคลุมเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำที่กลุ่มผู้สร้างเมืองต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในขณะที่ขาดอำนาจต่อรอง
.
ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณะอย่างยิ่งคือ อาคารที่พังทลายลงมาด้วยสาเหตุของการลดสเปกและผิดกฎหมายนั้นดำเนินการโดยหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจหลักในการตรวจสอบความโปร่งใสของชาติ แม้จะมีความคืบหน้าในการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย การดำเนินคดีกลุ่มทุนนอมินีโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และการเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังของกรมบัญชีกลาง แต่กระบวนการเหล่านี้ล้วนเปิดเผยให้เห็นความบกพร่องของระบบตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้เราได้เห็นว่าการที่โครงการระดับชาติสามารถปล่อยผ่านความผิดปกติเหล่านี้มาได้ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกลไกรัฐอย่างรุนแรง
.
นอกจากนี้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้นำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อระบบ "องค์กรอิสระ" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติไม่สามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างของตนเองได้สังคมก็ย่อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกลไกเหล่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งออกแบบให้กระบวนการสรรหาและที่มาขององค์กรอิสระขาดความยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบขาดความรับผิดรับชอบ ต่อสาธารณะและทำงานแยกขาดจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย
.
ดังนั้นแล้วการผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าสมควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือเพื่อปฏิรูปโครงสร้างและที่มาขององค์กรอิสระทั้งระบบ รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องออกแบบกลไกให้องค์กรเหล่านี้มีความโปร่งใส มีที่มายึดโยงกับประชาชน และสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแท้จริง โดยนำสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระกลับคืนมาหลังจากถูกนำออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 การรื้อถอนโครงสร้างอำนาจที่ผุพังและสร้างกติกาใหม่ที่ตรวจสอบได้คือหนทางเดียวที่จะรับประกันว่ากลไกของรัฐจะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวม และป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติซ้ำรอยดังเช่นโศกนาฏกรรมอาคาร สตง. ถล่มอีกต่อไป
.
นอกจากความสูญเสียทางโครงสร้าง ภายใต้ซากปรักหักพังคือชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั้งไทยและข้ามชาติที่ต้องสังเวยให้กับมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้มเหลว คำถามสำคัญที่สังคมยังต้องติดตามคือ กระบวนการเยียวยาและระบบประกันสังคมได้ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างเป็นธรรมและครอบคลุมเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำที่กลุ่มผู้สร้างเมืองต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในขณะที่ขาดอำนาจต่อรอง
.
ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณะอย่างยิ่งคือ อาคารที่พังทลายลงมาด้วยสาเหตุของการลดสเปกและผิดกฎหมายนั้นดำเนินการโดยหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจหลักในการตรวจสอบความโปร่งใสของชาติ แม้จะมีความคืบหน้าในการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย การดำเนินคดีกลุ่มทุนนอมินีโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และการเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังของกรมบัญชีกลาง แต่กระบวนการเหล่านี้ล้วนเปิดเผยให้เห็นความบกพร่องของระบบตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้เราได้เห็นว่าการที่โครงการระดับชาติสามารถปล่อยผ่านความผิดปกติเหล่านี้มาได้ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกลไกรัฐอย่างรุนแรง
.
นอกจากนี้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้นำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อระบบ "องค์กรอิสระ" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติไม่สามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างของตนเองได้สังคมก็ย่อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกลไกเหล่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งออกแบบให้กระบวนการสรรหาและที่มาขององค์กรอิสระขาดความยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบขาดความรับผิดรับชอบ ต่อสาธารณะและทำงานแยกขาดจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย
.
ดังนั้นแล้วการผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าสมควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือเพื่อปฏิรูปโครงสร้างและที่มาขององค์กรอิสระทั้งระบบ รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องออกแบบกลไกให้องค์กรเหล่านี้มีความโปร่งใส มีที่มายึดโยงกับประชาชน และสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแท้จริง โดยนำสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระกลับคืนมาหลังจากถูกนำออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 การรื้อถอนโครงสร้างอำนาจที่ผุพังและสร้างกติกาใหม่ที่ตรวจสอบได้คือหนทางเดียวที่จะรับประกันว่ากลไกของรัฐจะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวม และป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติซ้ำรอยดังเช่นโศกนาฏกรรมอาคาร สตง. ถล่มอีกต่อไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น