“ต้องเห็นหัวประชาชน” ย้ำจุดยืนหนุน สสร. อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน
.
ผมกล่าวว่าสังคมไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งในตัวเอง ระหว่างความไม่ไว้วางใจนักการเมืองกับความคาดหวังให้สภาเป็นผู้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่นักการเมืองจำนวนมากมาจากการเลือกตั้งและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน การใช้ถ้อยคำในลักษณะดูถูกนักการเมืองจึงอาจเป็นการดูหมิ่นเจตจำนงของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไปด้วยในตัว
.
ในข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผมย้ำว่าการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งกำหนดข้อห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายหลังเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว แม้ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดแต่ก็เป็นหลักประกันในระดับหนึ่งว่าผู้ยกร่างจะไม่เขียนกติกาเพื่อประโยชน์ของตนเอง
.
สำหรับข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง” ผมอธิบายว่าต้องพิจารณาในบริบทของอำนาจรัฐสภา ไม่ใช่การจำกัดอำนาจของประชาชน โดยแท้จริงแล้วรัฐสภามีเพียงอำนาจริเริ่มหรือแสดงความจำนงเท่านั้น ขณะที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจดั้งเดิมของประชาชน ซึ่งต้องแสดงออกผ่านการทำประชามติ
.
ผมเสนอว่าหากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการเลือกผู้ยกร่างก็สามารถดำเนินการผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และหมวดที่เกี่ยวข้องแล้วนำไปสู่การทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะใช้สิทธินั้นหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง
.
นอกจากนี้ผมยังสนับสนุน “โมเดลก้าวสองขา บันไดสองขั้น” ที่ให้ประชาชนมีส่วนเลือก สสร. ในขั้นแรกและให้รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนคัดเลือกในอีกขั้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความยึดโยงกับประชาชนและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการ “เห็นหัวประชาชน” และเคารพเสียงของประชาชนที่ทำประชามติเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กว่า 21 ล้านเสียงอย่างแท้จริง
.
ท้ายที่สุดร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนั้นยังไม่ตกไปโดยอัตโนมัติ และรัฐบาลมีกรอบเวลาตัดสินใจภายหลังการเปิดประชุมรัฐสภา โดยผมหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น