เสนอรัฐหนุนชุมชนจัดการไฟ เร่งแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างมีส่วนร่วม แต่เฉพาะหน้ารัฐเร่งจัดคนงบอุปกรณ์ให้พอกับไฟก่อน
วันนี้ (31 มีนาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภาญัตติขอให้ปรึกษาเป็นเรื่องด่วนกรณีวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ ซึ่งเสนอโดยนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยระบุว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือมีปัจจัยสำคัญจาก “ไฟป่า” และ “ไฟจากพื้นที่เกษตร” โดยในสถานการณ์เร่งด่วนขณะนี้ปริมาณไฟมีมากกว่ากำลังคนดับไฟอย่างชัดเจน จึงเห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรทั้งงบประมาณ กำลังคน และอุปกรณ์ ให้เพียงพอเพื่อควบคุมสถานการณ์
.
ผมอธิบายว่าแม้ไฟจะเป็นทั้งปัญหาและเครื่องมือในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันไฟที่ใช้เพื่อจัดการกลับควบคุมไม่ได้ จึงต้องสร้างสมดุลโดยเฉพาะเมื่อกำลังคนไม่เพียงพอ การใช้ไฟเพื่อจัดการเชื้อเพลิงในช่วงนี้อาจไม่ทันต่อสถานการณ์
.
ผมยังยกตัวอย่างข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จากภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA โดยชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายมีจำนวนจุดความร้อนต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในภาคเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคประชาชนในการบริหารจัดการไฟ แม้จะยังมีไฟเกิดขึ้นแต่สามารถควบคุมได้
.
นอกจากนี้ผมเสนอว่าภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลการอนุมัติใช้ไฟทั้งในส่วนของรัฐและประชาชน เพื่อสร้างความโปร่งใส และควรปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการไฟ พร้อมทั้งส่งเสริมการสื่อสารและความตระหนักรู้เรื่องการจัดการเชื้อเพลิง
.
สำหรับประเด็นไฟจากภาคเกษตรนั้นผมชี้ว่าความรุนแรงของปัญหาฝุ่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าเกิดจากปัจจัยนี้มากกว่าไฟป่า โดยเฉพาะการขยายตัวของเกษตรพันธสัญญาและการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องเร่งผลิต ขาดเวลาและทุนในการจัดการเศษซากพืชจึงเลือกใช้วิธีเผา
.
ทั้งนี้ข้อมูลจาก BioThai ที่เผยแพร่เมื่อ 3 ปี่ก่อน สะท้อนการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์กับจุดความร้อนอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงฤดูเผาเดือนมกราคมถึงเมษายน อีกทั้งการนำเข้าผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น
.
ผมจึงเสนอให้ใช้หลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบการผลิตดังกล่าว พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ. อากาศสะอาด และกลไกตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่
.
ในช่วงท้ายผมสรุปว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อการดับไฟ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ระยะยาวต้องผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรการจัดการหมอกควันข้ามพรมแดนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น