เสียงสะท้อนจากหลังบาร์ไวนิล: อิสรภาพที่แลกมา กับคำถามตัวโตถึงรัฐบาล
ท่ามกลางจังหวะดนตรีและแสงไฟสลัวของร้าน Yayy Record Bar ย่านหลานหลวง บาร์ไวนิลที่เปิดต้อนรับผู้คนมาเกือบ 2 ปี เราได้พบกับ "รอม – ศิรเรศ เชิดชูศิลป์" ชายหนุ่มผู้ควบตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ ดีเจ และเจ้าของร้าน รอยยิ้มและการเอนเตอร์เทนลูกค้าของเขาเบื้องหลังบาร์ซ่อนเรื่องราวการต่อสู้กับบาดแผลในวัยเด็ก การดิ้นรนในระบบทุนนิยม และการตั้งคำถามถึงโครงสร้างสังคมที่ทอดทิ้งแรงงานตัวเล็ก ๆ อย่างน่าเจ็บปวด
.
[ ท่วงทำนองที่เยียวยาบาดแผล และจุดเริ่มต้นของความฝัน ]
.ความฝันในการเปิดร้านของรอมไม่ได้เริ่มจากการอยากทำธุรกิจ แต่เริ่มจากความฝันที่อยากเป็นดีเจและใช้ชีวิตอยู่กับเสียงเพลง เขามีปมในใจวัยเด็กจากการถูกจับให้เรียนอิเล็กโทนและเปียโนนานนับ 10 ปี แต่กลับพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตนรัก ทำให้เขาตีตัวออกห่างจากดนตรีไปพักใหญ่
.
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ไปนั่งที่ร้านแห่งหนึ่งย่านพระโขนง และเห็นเจ้าของร้านยืนสแครชแผ่นเสียง ภาพนั้นปลุกแรงบันดาลใจในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง
.
"คือจุดเริ่มต้นมันน้อย มันเหมือนคนบ้าคนหนึ่งที่อยากจะเท่แบบเขาอ่ะ... เราขอแค่ตัวเราคือเรา ขอแค่เราเท่อ่ะ เราทำอะไรแล้วเราเท่ เรารู้สึกว่าแบบมันมีความสุขแล้วแค่นั้นเอง"
.
เขาเริ่มต้นเส้นทางดีเจด้วยการเปิดแผ่นไวนิลแนว City Pop และไอดอลญี่ปุ่นยุค 80s ซึ่งหาที่เล่นได้ยาก ก่อนจะทลายกรอบตัวเองด้วยการเปิดรับแนวดนตรีที่กว้างขึ้น ตั้งแต่ Soul, Funk, House ไปจนถึงหมอลำและลูกทุ่ง เพื่อเป้าหมายเดียวคือการมอบความสุขให้คนฟัง ส่วนการชงเครื่องดื่มในฐานะบาร์เทนเดอร์นั้นเป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาเสริมและเติมเต็มชีวิตให้สนุกยิ่งขึ้น
.
[ จุดหักเห: เมื่อ “ความมั่นคง” ของงานประจำคือภาพลวงตา ]
.ก่อนจะมายืนหลังบาร์ รอมเคยใช้เวลาถึง 10 ปีเต็มในวงการครีเอทีฟ ผ่านงานโปรดักชันระดับประเทศ ทั้งงานอีเวนต์เปิดตัวแบรนด์ใหญ่และงานโฆษณากับบริษัทชั้นนำ ชีวิตในตอนนั้นแลกมาด้วยความเครียด การอดนอน และความกดดันจากเม็ดเงินของลูกค้าหลักสิบล้าน
.
แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกมา คือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลที่หมุนเข้าสู่ยุคของ TikTok ซึ่งงานที่เคยเน้นคุณภาพถูกแทนที่ด้วยปริมาณและความรวดเร็ว
.
"คือคุณภาพอ่ะมันไม่เน้นแล้ว มันเน้นปริมาณ... หัวหน้าบอกว่าคุณต้องทำงานสิบชิ้นแล้วไม่ต้องมีคุณภาพเลย แต่ว่ามันต้องมีสักอันน่ะที่ติดไวรัล... คือภายในวันเดียวอ่ะมันต้องเสร็จแล้วอ่ะ คือแบบผมไม่ไหวแล้ว ผมแก่เกินที่จะอยู่ในการทำงานยุคดิจิตอลแบบใหม่"
.
ประกอบกับการถูกประเมินด้วยระบบ KPI ทุกสัปดาห์ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับระบบนี้อีกต่อไป จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งคือช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เขาเห็นเพื่อนร่วมงานถูกเลิกจ้างไปถึง 60% ทำให้เขาตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตการทำงาน
.
"ผมว่ายุคนี้นะความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่บริษัทแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ความมั่นคงอยู่กับตัวคุณ อยู่ที่ฝีมือคุณ อยู่ที่ทักษะส่วนตัวของคุณ ซึ่งมันอาจจะเป็นทักษะที่ไม่เกี่ยวกับบริษัทเลยก็ได้... ต่อให้คุณเงินเดือนเป็นแสน คุณเงินเดือนเป็นแสนคุณคิดว่ามั่นคงเหรอ ผมบอกให้เงินเดือนยิ่งเยอะยิ่งไม่มั่นคงที่สุดเลย"
.
การออกมาเป็นนายตัวเองแม้จะต้องเผชิญกับความเครียดในการบริหารเงินช่วงเริ่มต้นที่รายได้อาจจะเทียบเท่าแค่เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท แต่กลับมอบอิสระและความสุขที่งานประจำให้ไม่ได้ สำหรับคนรุ่นใหม่ เขาแนะนำว่าสิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการ "เก็บเงินก้อน" ค้นหาความสุขในวัยเด็กให้เจอ และทำธุรกิจจากสิ่งที่รักจริง ๆ ไม่ใช่ทำตามกระแสสังคมอย่างการแห่ไปเปิดร้านหม่าล่าแล้วสุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง
.
[ จากคนหลังบาร์สู่เสียงสะท้อนถึงโครงสร้างแรงงานที่บิดเบี้ยว ]
.เมื่อถูกถามว่าเขามองตัวเองเป็นแรงงานของประเทศหรือไม่ รอมตอบอย่างหนักแน่น
.
"โอ้แน่นอนครับ ก็ค่อนข้างชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงความคิดหรือว่าใช้แรงกายนี่ก็ถือว่าเป็นแรงงานแน่นอนของประเทศนี้ครับ"
.
ในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ เขามองโครงสร้างทุนนิยมว่าเป็นเหมือนพีระมิดที่ยอดแหลมมีพื้นที่เพียงนิดเดียวในขณะที่ฐานนั้นกว้างใหญ่ สำหรับเขาความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่คนรวย 1% บนยอดพีระมิด แต่อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้คนฐานรากไม่สามารถไต่ระดับขึ้นมาได้
.
"เขาก็แค่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินที่ใช้จ่ายที่ทำให้เขาไม่ลำบากจ่ายค่าเรียน ค่านมลูก ค่าความฝันของเขาได้แบบสบายใจก็น่าจะพอแล้ว เรามองถึงเรื่องที่คนที่อยู่จนสุดไม่สามารถจะขึ้นมาเป็นแค่คน คนชั้นกลางหรือคนที่มีรายได้ที่ดูแลชีวิตตัวเองเติมเต็มความฝันตัวเองได้ อันนั้นน่ะน่าจะสำคัญที่มันเหลื่อมล้ำจริง ๆ"
.
รอมยังสะท้อนภาพความล้มเหลวของการดูแลแรงงานในประเทศ ที่มีพื้นที่บางแห่งกลายเป็นแหล่งรวมตัวของแรงงานรายวันที่ต้องมานั่งรอรับงานรับเหมาในตอนเช้า โดยที่ปราศจากการดูแลหรือองค์กรใด ๆ จากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยยังขาดการสนับสนุนด้าน "ภาษาอังกฤษ" ซึ่งหากได้รับการพัฒนา ทักษะนี้จะช่วยปลดล็อกโอกาสให้พวกเขาออกไปเติบโตในต่างประเทศได้
.
[ ข้อเรียกร้องใต้แสงไฟ: คืนความชัดเจนให้ธุรกิจกลางคืน ]
.แม้รอมจะสามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากระบบงานประจำมาได้ แต่ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเขายังคงต้องเผชิญกับความคลุมเครือของกฎหมายรัฐ เขาเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาถึงเรื่อง "ความชัดเจนของเวลาเปิด-ปิดร้าน"
.
"คือตอนนี้มันไม่ชัดเจนว่าเปิดเที่ยงปิดเที่ยงคืนหรือปิดตีสอง คือบางร้านส่วนใหญ่บังคับปิดเที่ยงคืนแต่ทำไมบางร้านปิดตีสอง ทำไมบางร้านตีห้า ทำไมบางร้านไม่ปิด"
.
เขาเห็นด้วยกับการที่รัฐผ่อนปรนให้สามารถขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 - 17.00 น. ได้เพราะมองว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายการปิดร้านกลับย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง
.
"ประเทศคุณเป็นประเทศท่องเที่ยวคนก็ต้องกินต้องดื่ม แต่คุณปรับเวลาเพื่อไม่ให้สนับสนุน ไม่สอดคล้องกับการเป็นประเทศท่องเที่ยว ซึ่งมันย้อนแย้ง... การคลุมเครือมันไม่ดีเพราะว่ามันเป็นช่องให้เจ้าหน้าที่หากินกับความคุมเครือตรงนี้แหละ"
.
รอมเสนอให้รัฐนำระบบการจำกัดโซน (Zoning) กลับมาใช้อย่างจริงจังเหมือนในอดีต เพื่อระบุไปเลยว่าพื้นที่ไหนสามารถเปิดให้บริการได้ถึงตีห้าหรือพื้นที่ไหนเปิดได้ถึงตีสอง
.
"เกาหลีเขายังเจ็ดโมงเช้าเลยอ่ะ โอ้โหประเทศเขาเที่ยวขนาดนั้นอ่ะ ประเทศเราแบบทำไมการที่จะเปิดตีห้าหรือเจ็ดโมงเช้าได้ต้องแอบเปิดหรือต้องจ่ายตำรวจล่ะ พูดตรง ๆ คือก็ให้มันชัดเจนหน่อยแค่นั้นเอง"
.
ก่อนจบการสนทนา รอมฝากทิ้งท้ายถึงร้าน Yayyy Record Bar พื้นที่แห่งความฝันของเขาที่ตั้งอยู่ย่านหลานหลวง บาร์แห่งนี้เป็น Authentic Vinyl Bar ที่เปิดแผ่นไวนิลล้วน ๆ ไม่มีดิจิทัล โดยมีดีเจทั้งจากไทย ญี่ปุ่น และอเมริกาแวะเวียนมาเปิดเพลงให้ฟัง พร้อมเสิร์ฟค็อกเทล เบียร์ และไวน์ ส่วนในช่วงกลางวัน พื้นที่แห่งนี้จะถูกเปลี่ยนเป็น "คำหอมคาเฟ่" ที่มีชาและโรตีสายไหมไว้คอยต้อนรับผู้มาเยือน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น