นับถอยหลัง 58 วัน ครม. ใหม่ ขอสภาเดินหน้า ร่าง พรบ. PRTR และ อากาศสะอาด ก่อนจะตกไปอัตโนมัติ

 

วันนี้ (16 มีนาคม 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา ผมได้แสดงความเห็นสนับสนุนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม ในรายงานการศึกษาว่าด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
.
รายงานฉบับนี้เสนอแนวทางสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ การจัดตั้งกองทุนเพื่อการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหาย ตลอดจนการพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายในรูปแบบ "real-time tracking" ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่มีความสำคัญอย่างมาก
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นข่าวเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายเกิดขึ้นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้โรงงาน การรั่วไหลของสารเคมี หรือเหตุการณ์ผิดปกติอื่น ๆ บางช่วงเวลาเกิดขึ้นถี่ถึงเดือนละหลายครั้ง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการบริหารจัดการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงเป็นการจัดการแบบตามหลังปัญหามากกว่าจะเป็นการป้องกันล่วงหน้า
.
ระบบติดตามแบบ real-time สามารถเข้ามาอุดช่องว่างนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยให้รัฐสามารถตรวจสอบการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการหยุดรถขนส่งในจุดที่ผิดปกติหรือไม่ มีการขาดสัญญาณจากระบบ GPS หรือไม่ หรือมีความผิดปกติของเส้นทางการขนส่งหรือไม่
.
อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลน้ำหนักของรถบรรทุกได้ตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง หากเกิดความแตกต่างของน้ำหนักระหว่างการขนส่ง ระบบก็สามารถแจ้งเตือนความผิดปกติได้ทันที ซึ่งจะช่วยป้องกันการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไป “ทิ้งไว้กลางทาง” ระหว่างการขนส่งก่อนถึงสถานที่กำจัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในระบบกลาง ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย
.
อย่างไรก็ตามแม้ระบบติดตามจะมีความสำคัญ แต่ผมเห็นว่าระบบนี้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของประชาชน
.
ในชีวิตประจำวัน หากเราต้องการหาร้านอาหารใกล้บ้าน เราเพียงค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็สามารถรู้ข้อมูลได้ทันที แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานใกล้บ้านเรามีสารเคมีอะไรบ้าง หรือมีการขนส่งสารอันตรายผ่านพื้นที่ชุมชนของเราหรือไม่ ประชาชนกลับเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยากมาก
.
ผมจึงเห็นว่าเราจำเป็นต้องยกระดับ “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร” ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ประชาชนควรสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายและกากอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้ชุมชนของตนได้อย่างโปร่งใส เพราะแม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ
อีกประการสำคัญคือประเทศไทยมีความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารพิษ ซึ่งภาคประชาชนได้รวบรวมรายชื่อสนับสนุนกว่าหมื่นรายชื่อเพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายดังกล่าวเคยผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และกำลังรอการพิจารณาในวาระต่อไป
.
แต่เนื่องจากมีการยุบสภาในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ร่างกฎหมายนี้จึงยังคงค้างอยู่ เช่นเดียวกับร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติรวม 116 ฉบับ
.
ภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังมีเวลาในการขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ต่อไป ซึ่งหากนับจากการประชุมรัฐสภาครั้งแรก ก็ยังเหลือเวลาประมาณ "58 วัน" นับจากวันที่ 16 มีนาคม 2569 ก่อนที่ร่างกฎหมายทั้ง 116 ฉบับจะตกไปโดยอัตโนมัติ
.
ผมเห็นว่าร่างกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register - PRTR) เป็นกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยเสริมมาตรการที่คณะกรรมาธิการเสนอไว้ในรายงานฉบับนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้โรงงานต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยสารเคมีหรือมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมในแต่ละปี รวมถึงรายงานการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมออกจากโรงงาน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานใกล้บ้านมีการครอบครองหรือปล่อยสารอันตรายประเภทใดบ้าง
.
นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังช่วยให้รัฐสามารถติดตามสมดุลของมวลสารได้อย่างชัดเจน เช่น หากมีการนำเข้าสารเคมีชนิดหนึ่งเข้าสู่ประเทศจำนวนหนึ่ง ระบบจะสามารถติดตามได้ว่าสารเคมีนั้นอยู่ในโรงงานต้นทางเท่าใด ถูกส่งไปกำจัดหรือใช้ในโรงงานปลายทางเท่าใด และต้องมีตัวเลขที่สมดุลกันโดยไม่มีการสูญหายระหว่างทาง หากข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยงกับระบบติดตามแบบ real-time ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
.
ผมจึงขอแสดงความเห็นสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ และขอฝากไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ในบรรดาร่างกฎหมายจำนวน 116 ฉบับที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ ควรพิจารณานำร่างกฎหมายสำคัญอย่างร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็ว


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?