5 มีนาคม #วันนักข่าว: เมื่อ "เสรีภาพสื่อ" คือลมหายใจเดียวกับ "เสรีภาพประชาชน"



เนื่องในวาระวันที่ 5 มีนาคม ซึ่งเป็น "วันนักข่าว" หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ วาทกรรมที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอคือบทบาทของสื่อในฐานะ "ฐานันดรที่สี่" ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ หนึ่งในปัญหาอมตะของสื่อมวลชนคือเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" ที่ด้านหนึ่งยังถูกจำกัดด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสื่อเอง การรวมศูนย์ของทุนสื่อ การพึ่งพารายได้จากโฆษณา และความไม่มั่นคงของแรงงานสื่อ ล้วนทำให้สื่อจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจ เมื่อองค์กรสื่อจำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในการดำรงอยู่ พื้นที่ของการรายงานเชิงวิพากษ์ก็ย่อมถูกจำกัดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ทว่าหากมองย้อนกลับไปในสถานการณ์ที่ผ่านมาจนถึงต้นปี 2569 คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาคือ ท่ามกลางโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันสื่อมวลชนไทยมีเสรีภาพในการรายงานความจริงได้มากน้อยเพียงใด
.
คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับคนทำอาชีพสื่อ แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว "เสรีภาพสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน" เนื่องจากสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ นโยบายสาธารณะ และความอยุติธรรมในสังคมมาสู่สายตาของสาธารณะ หากสื่อไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงได้อย่างอิสระ ประชาชนก็ย่อมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจทางการเมืองและการตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างแท้จริง
.
หากเราวิเคราะห์สถานการณ์เสรีภาพสื่อและสิทธิในการแสดงออกในรอบปีที่ผ่านมา จะพบความท้าทายใน 3 มิติหลัก ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจำกัดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่
.
[ การใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP) ]
.
การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPP) ยังคงเป็นยุทธวิธีหลักที่กลุ่มทุนใหญ่และกลไกรัฐใช้เพื่อสร้างภาระทางคดีให้กับสื่อมวลชนและผู้เปิดโปงความไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุนใหญ่ฟ้องร้องสื่อและนักปกป้องสิทธิแรงงานที่ออกมารายงานสภาพการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบ หรือการใช้กฎหมายความมั่นคงและ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ดำเนินคดีกับนักข่าวที่ลงพื้นที่ทำข่าวกิจกรรมทางการเมือง
.
เป้าหมายของการฟ้องร้องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาความยุติธรรม แต่คือการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว บีบให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเพียงเพราะไม่ต้องการถูกฟ้องร้อง ภาระทางการเงินและเวลาที่ต้องสูญเสียไปในชั้นศาลก็ถือเป็นบทลงโทษที่หนักหนาเกินกว่าที่คนทำงานสื่อรายเล็ก ๆ จะแบกรับได้
.
[ บาดแผลจากความรุนแรงโดยรัฐกับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ]
.
ภาพความรุนแรงจากการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) กับผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนในช่วงปี 2563-2565 ยังคงทิ้งร่องรอยมาจนถึงปัจจุบัน แม้สถานการณ์บนท้องถนนจะเบาบางลงแต่การต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมในชั้นศาลของสื่อมวลชนที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ เช่น กรณีถูกกระสุนยางหรือถูกทุบตียังคงดำเนินอยู่ การฟ้องร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเรียกค่าเสียหายและขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองการทำหน้าที่สื่อสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการทลาย "วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด" ของกลไกรัฐ
.
ตราบใดที่เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิประชาชนและขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อยังไม่ถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการรับผิดรับชอบอย่างโปร่งใส เสรีภาพในการรายงานข่าวในพื้นที่วิกฤตก็ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย
.
อีกกรณีที่เป็นหมุดหมายสำคัญคือการเสียชีวิตระหว่างสลายการชุมนุมสมัย เม.ย. - พ.ค. 53 อย่างฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น และฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี และชาติชาย ซาเหลา ผู้เสียชีวิตขณะบันทึกด้วยกล้องแฮนดี้แคม ซึ่ง 2 คนหลังในการไต่สวนการเสียชีวิตศาลระบุว่าผู้กระสุนสังหารมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยซ้ำ แต่ขณะนี้คดียังไม่มีความคืบหน้า และเหลืออีก 4 ปีกว่าก็จะหมดอายุความแล้ว
.
[ การคุกคามจากองค์กรอิสระ ]
.
เหตุการณ์ล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความดำเนินคดีด้วยสารพัดข้อหาหนักกับกลุ่มบุคคลและสื่อมวลชนในข้อหาพยายามถอดรหัสข้อมูลบัตรเลือกตั้ง เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ตอกย้ำให้เห็นถึงการตอบโต้ขององค์กรภาครัฐเมื่อถูกตรวจสอบการทำงาน
.
แม้ กกต. จะอ้างเหตุผลเรื่องการปกป้องความลับในการลงคะแนนเสียง แต่ในมุมมองของภาคประชาสังคมนี่คือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นข่าวสืบสวนสอบสวนและการสังเกตการณ์ของภาคประชาชน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่คุกคามการทำหน้าที่สื่อแต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย เพราะเมื่อประชาชนและสื่อมวลชนไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสของกลไกการเลือกตั้งได้ สิทธิทางการเมืองของประชาชนก็ย่อมถูกลิดรอนไปด้วย
.
[สิทธิ-สวัสดิภาพ-สุขภาวะสื่อที่ยังน่ากังวล]
.
ในช่วงที่ผ่านมายังปรากฎสถานการณ์บ่อยครั้งว่าสื่อมวลชนต้องทำงานภายใต้ “วัฒนธรรมโหมงานหนัก” ตามความต้องการของผู้บริหาร นายทุนสื่อ ตลาด และอัลกอริทึม จนส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาวะจากความเครียดที่สูง ไม่มีวันหยุดและชั่วโมงการทำงานที่แน่นอน ทั้งยังมีโรคประจำตัวมากขึ้นทุกปี ประเด็นสวัสดิภาพและสุขภาวะสื่อจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วนที่ต้องจับตามอง
.
วันนักข่าวในปีนี้จึงควรเป็นหมุดหมายในการตระหนักว่าการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อคือการต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อความเท่าเทียมและประชาธิปไตย ตราบใดที่ยังไม่มีกลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนจากการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) และตราบใดที่อำนาจรัฐยังไม่ถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสเสรีภาพของสื่อก็ยังคงถูกพันธนาการ ยังไม่รวมสภาพการทำงานที่ไม่มั่นคง ไม่แน่นนอนและเสี่ยงภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมถึงสุขภาวะอีก
.
มิติของการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองซึ่งความมั่นคงในการทำงานและสวัสดิภาพความปลอดภัยในฐานะบทบาทสื่อที่เป็นแรงงานคนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญ และยิ่งไปกว่านั้นคือการปกป้องนักข่าวที่ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง ที่ไม่ได้หมายความเพียงแค่การปกป้องอภิสิทธิ์ของวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งแต่คือการปกป้องสิทธิของทั้งสังคม เพราะสังคมที่ปราศจากเสรีภาพสื่อคือสังคมที่ประชาชนถูกทำให้มองไม่เห็นความอยุติธรรม และไม่อาจส่งเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?