อย่าให้มีครั้งที่ 3 ‘#ประกันสังคม ประกันสังคม’ ต้องยุติแผนเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้ง หลังประชาพิจารณ์ 2 ครั้งเสียงส่วนใหญ่ย้ำไม่แก้
การทำประชาพิจารณ์ร่างระเบียบเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่เพิ่งปิดฉากไปเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เมื่อมียอดผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นพุ่งทะลุ 1.2 ล้านครั้งและกว่า 90% "ไม่เห็นด้วย" กับการรื้อกติกาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนระบบเป็น 1 สิทธิ เลือกได้ 1 ผู้สมัครบอร์ด หรือการซอยโควตาแบ่งแยกตามมาตรา 33 39 และ 40
.
ทว่าท่าทีของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผ่านการให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการฯ กลับสะท้อนความพยายามที่จะลดทอนน้ำหนักของการทำประชาพิจารณ์ โดยอ้างว่าตัวเลข 90% เป็นเพียงสถิติ และต้องนำ "เหตุผลเชิงลึก" มาวิเคราะห์ประกอบก่อนสรุปผลการประชาพิจารณ์ ท่าทีเช่นนี้อดไม่ได้ที่จะทำให้สังคมตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้เป็นเพียง "พิธีกรรม" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ธงที่ตั้งไว้แล้วหรือไม่?
.
หากย้อนกลับไปดูข้อมูลการรับฟังความเห็นเมื่อช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. 2568 (ซึ่ง สปส. อ้างว่านำมาเป็นฐานในการตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงระเบียบฯ) ตัวเลขในวันนั้นชี้ชัดเจนว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 88% มองว่าสัดส่วนบอร์ดแบบเดิมเหมาะสมแล้วและ 83% สนับสนุนให้มีตัวแทนฝ่ายละไม่เกิน 7 คน
.
คำถามคือหาก สปส. เคารพกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง เหตุใดน้ำหนักเสียง 83 - 88% ในวันนั้นจึงไม่เพียงพอที่จะยับยั้งความพยายามในการแก้ไขระเบียบ ทำไมเสียงส่วนใหญ่ที่บอกว่าระเบียบเดิมดีอยู่แล้วจึงถูกปัดตกแล้วเดินหน้าพยายามประชาพิจารณ์กติกาใหม่โดยไม่มีใครร้องขอ
.
อีกประการหนึ่ง ข้ออ้างที่ สปส. มักหยิบยกมาใช้เป็นความชอบธรรมในการรื้อกติกาคือการอ้างผลการถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2566 ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิน้อย ซึ่งถือเป็นตรรกะที่ผิดฝาผิดตัวอย่างร้ายแรง เพราะหากปัญหาคือคนมาใช้สิทธิน้อย สิ่งที่ สปส. ต้องแก้คือ "วิธีการจัดการ" เช่น ยกเลิกการบังคับลงทะเบียนล่วงหน้าที่ยุ่งยาก เพิ่มช่องทางเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือประชาสัมพันธ์เชิงรุก ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการรื้อระเบียบเลือกตั้งเดิม
.
การตัดสิทธิผู้ประกันตนจากที่เคยเลือกได้ 7 คน ให้เหลือเพียง 1 เสียงไม่ได้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนต้องการเดินเข้าคูหามากขึ้น ในทางกลับกันสิ่งนี้ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าเสียงของตนไร้ความหมาย ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในบอร์ดได้ นอกจากนี้การเสนอให้แบ่งโควตาตามมาตรา 33 39 และ 40 ยังเป็นการทำลายแนวคิด "การร่วมทุกข์ร่วมสุข" (solidarity) และความเสมอภาคของกองทุนประกันสังคมอย่างสิ้นเชิง
.
เมื่อตรรกะในการแก้กติกาฟังไม่ขึ้น สังคมจึงมีสิทธิชอบธรรมที่จะตั้งข้อสงสัยถึง "วาระซ่อนเร้น" ว่าการพยายามเปลี่ยนกติกาครั้งนี้เป็นไปเพื่อสกัดกั้นชัยชนะของทีมเดิม ที่กวาดที่นั่งฝั่งผู้ประกันตนไปได้ถึง 6 จาก 7 คนในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2566 ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกให้กับระบบราชการเดิม การเปลี่ยนกติกาให้เป็น 1 สิทธิ เลือกได้ 1 แคนดิเดทบอร์ดจึงถูกมองว่าเป็นความพยายามออกแบบการเลือกตั้งเพื่อทลายการรวมศูนย์คะแนนเสียง ป้องกันไม่ให้ผู้ประกันตนร่วมกันกันส่ง "ทีม" เข้าไปในโครงสร้างอำนาจเดิมได้อีก
.
ผมขอตั้งข้อสันนิษฐานว่าการที่ตัวแทน สปส. ออกมาระบุว่า "เหตุผลสำคัญพอ ๆ กับคะแนนเสียง" เป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้ซื้อเวลาและเปิดช่องว่างให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน หากการทำประชาพิจารณ์มีไว้เพื่อรับฟังเฉพาะเสียงที่ตรงกับใจของผู้มีอำนาจ รัฐก็ไม่ควรผลาญงบประมาณและเวลาของประชาชนมาทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรก
.
กว่า 1 ล้านครั้งที่สะท้อนผ่านตัวเลข 90% คือเหตุผลที่ดังและชัดเจนที่สุดว่าผู้ประกันตนที่เป็นเจ้าของเงินกองทุนไม่ต้องการกติกาที่ลิดรอนสิทธิของพวกเขา ผมขอเรียกร้องให้ สปส. และกระทรวงแรงงานยุติการหาข้ออ้าง ยุติความพยายามในการรื้อระเบียบที่ขัดต่อหลักการ และต้องเคารพผลการประชาพิจารณ์ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข กลับไปใช้ระเบียบเดิมและเดินหน้าจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตามกรอบเวลาที่ควรจะเป็น เพราะเงินทุกบาทในกองทุนคือหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่สมบัติของระบบราชการที่จะมาออกแบบกติกาผูกขาดอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว
.
การฝืนกระแสที่ประชาชนหรือผู้ประกันตนได้แสดงออกแล้วนั้น รังแต่จะทำให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของหลักประกันนี้ของพวกเขา ต้องไม่มองเพียงแค่มุมผู้สมัครมาเป็นบอร์ด แต่ต้องมองถึงสิทธิของผู้ประกันตนที่สถาปนามาแล้วว่าเขาสามารถเลือกได้เต็ม 7 คน เพื่อสะท้อนความเป็นภาคีของฝ่ายลูกจ้างหรือผู้ประกันตนในระบบไตรภาคี ไม่เช่นนั้นฝ่ายรัฐกับนายจ้างมี 2 ภาคี ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างไม่เหลือภาคีหรือแตกแยกย่อยเป็นพหุภาคีขาดความเป็นเอกภาพไม่มีอำนาจต่อรองในการผลักดันวาระที่ได้รับอาณัติจากการเลือกของผู้ประกันตนได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น